assert(): Calling assert() with a string argument is deprecated in /home/cp246295/public_html/paramorethailand.com/wiki/Ip/Internal/Revision.php:44 Paramore Biography

2002-2004

ในปี 2002 เฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ที่อายุ 13 ปีย้ายที่อาศัย เมอร์ริเดียน มิสซิซิปปี ไปที่ ฟรานคลิน เทนเนสซี
เป็นที่ที่เธอได้พบกับจอช ฟาร์โร และ แซค ฟาร์โร ในขณะที่เธอกำลังเรียน
หลังจากที่ย้ายไปได้ไม่นาน เธอก็เริ่มฝึกเรียนร้องเพลงกับ เบร็ท แมนนิ่ง เพื่อเริ่มฟอร์มวงพาอะมอร์
เฮย์ลีย์กับเจเรมีมือเบส และคิมี เรด ได้ร่วมกันตั้งวงฟังค์คัฟเวอร์ (วงที่ร้องเพลงเกี่ยวกับความเศร้า หดหู่) โดยมีชื่อวงว่า "The Factory" ในขณะที่จอช และ แซค ก็ฝึกซ้อมด้วยกันหลังเลิกเรียน

พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ฉันพบ ที่สนใจดนตรีในแบบที่ฉันเป็น"

ในระหว่างที่สมาชิกคนอื่นๆในวงพาอะมอร์กำลังกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ความเป็นผู้หญิงของวง เพราะมี เฮย์ลีย์เพียงคนเดียวในวงที่เป็นผู้หญิง แถมยังเป็นร้องนำ แต่เพราะว่าพวกเขาเป็นเพื่อนซี้กัน เธอจึงเริ่มทำงานเพลงได้ เฮย์ลีย์พูดถึงหนุ่มๆในวงเกี่ยวกับครั้งแรกที่เจอกันว่า
" พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ฉันพบ ที่สนใจดนตรีในแบบที่ฉันเป็น" 

วงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2004 โดยมี จอช ฟาร์โร (กีตาร์นำ/ร้องเสริม) แซค ฟาร์โร (กลอง), เจเรมี เดวิส (เบส) และ เฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ (ร้องนำ)และต่อมาได้เพิ่มสมาชิก เจสัน ไบนัม (กีตาร์รอง) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเฮย์ลีย์ ในขณะเดียวกันที่เจเรมีเริ่มฟอร์มวง เขาเสียสมาธิเนื่องจากรู้ว่ามือกลองอายุเพียง 12 ปี เขากล่าวว่า
"ผมมีความเชื่อมั่นในวงน้อยมาก ในเรื่องของอายุพวกเขา ผมยังจำได้ว่าเคยคิดว่า มันคงเป็นไปไม่ได้ที่วงจะดำเนินไปได้ เพราะเขายังเด็กเกินไป แต่วันแรกที่เราฝึกกัน มันสุดยอดมาก เหมือนว่าเรามีบางอย่างที่เชื่อมถึงกัน"จากที่เฮย์ลีย์ได้พูดไว้ "พาอะมอร์" ได้มาจากชื่อของแม่ของมือเบสคนแรกของวง ต่อมาพวกเขาถึงเข้าใจ ความหมายของ Paramore ซึ่งคือ Paramour (พา - อะ - มัวร์) หรือความรักที่หลบซ่อน พวกเขาจึงขอใช้ชื่อนี้ แต่ออกเสียงว่า พาอะมอร์

เพลงแรกที่ถูกแต่งขึ้นด้วยกันในวงคือเพลง "Conspiracy" ซึ่งใช้เป็นเพลงปล่อยอัลบั้ม ในปี 2004 โดยรับการสนับสนุนจากวง Purple Door ซึ่งในขณะนั้น พวกเขาก็เริ่มออกทัวร์ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ โดยมีครอบครัววิลเลียมส์ช่วยในเรื่องการเดินทาง เฮย์ลีย์กล่าวว่า

"หลังจากนั้น พวกเราก็มาคิดกัน ว่าหลังเรียนเราจะกลับบ้านเพื่อไปฝึกซ้อม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เรารัก และมีความสุขกับมัน ฉันไม่คิดว่าพวกเราจะรู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อ หลังจากจุดๆนี้ที่เราเริ่มต้นมา"

พวกเขาเริ่มเซ็นสัญญาเมื่อเฮย์ลีย์อายุได้ 14 ปี เป็นครั้งแรกกับกลุ่มจัดทัวร์ดนตรี ซึ่งกลุ่มเอเจนซี่ เคน เฟอร์มากลีลี่ กล่าวกับ บิลบอร์ดว่า

"ผมรู้ทันทีเมื่อผมได้พบกับเธอ เธอเป็นเหมือนดวงดาวที่จรัสแสง เธอรู้ว่าเธอกำลังทำอะไร เธอต้องการจะทำอะไร และเธอวางแผนไว้แล้ว"

ซึ่งทางบริษัทก็จัดทัวร์ให้กับ พาอะมอร์ ในแถบตะวันตกเฉัยงเหนือของอเริกา

ผู้อำนวยการวอร์นเนอร์มิวสิค ไลเออร์ โคเฮน ได้พบค่ายอิสระ ฟิวด์บายด์ราเมน ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางการดนตรีด้วยกัน และตั้งค่ายเพลงร็อคซึ่งเหมาะกับวง พาอะมอร์ ตามที่ โรเบิร์ทสัน กล่าวไว้ในขณะที่วงเริ่มทำงานกับค่ายฟิวด์บายราเมนของ ซีอีโอ จอห์น จานิค

"เขามองเห็นวิสัยทัศน์ของวงทันที" จานิคได้ไปชมงานแสดง เทส ออฟ เคออส ที่ ออร์แลนโด รัฐฟลอริดา เพื่อดูพวกเขาเล่นสดในปี 2005 หลังจากจบงานแสดงเล็กๆนั้น วงพาอะมอร์ก็ได้จดสัญญากับแอตแลนติก เรคคอร์ด และ ฟิวด์บายราเมน

การอัดเสียงวงพาอะมอร์เริ่มครั้งแรกที่ Atlantic Records เอ แอนด์ อาร์ สตีฟ โรเบิร์ทสัน และ ทอม สตอร์มส์ ส่งเดโมของวงไปทางเคนท์ มาคุส ผู้จัดการวง คิงส์ ออฟ ลีออน
เขายอมรับว่า เสียงของเฮย์ลีย์ดีมาก พวกเขาจึงจัดให้มีการพบกับหัวหน้าของเขา ตามที่ โรเบิร์ทสัน กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์กับ ฮิตควอเตอร์ส เมื่อค่ายดนตรีกำหนดชะตาของวงหนึ่งวง เฮย์ลีย์ อยากให้ทางค่ายเพลงเข้าใจว่า เธอ กับวงของเธอเริ่มต้นมาจากไหน

"เธอต้องการมั่นใจว่า พวกเราไม่ได้มองเธอเหมือนกับ 40 สุดยอดเจ้าหญิงเพลง ป๊อป เธอต้องการให้เธอและสมาชิกในวงมีโอกาสที่จะได้ร่วมแสดงในสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือเพลงร็อค และเขียนเพลงด้วยตัวของพวกเขาเอง"  

2005-2006

พาอะมอร์เดินทางกลับออร์แลนโด รัฐฟลอริดา แต่ไปถึงไม่นาน เจเรมี เดวิส ก็ถอนตัวจากวง ด้วยเหตุผลส่วนตัว
สมาชิกที่เหลือ 4 คน ก็ยังคงทำอัลบั้มต่อ และเขียนเพลง "All We Know" ซึ่งเกี่ยวกับการแยกจากกันของเขา และจึงได้ตั้งชื่ออัลบั้มจากเพลงนี้ โดยใช้ชื่อว่า "All We Know Is Falling" ซึ่งตรงกับคอนเซปต์ ปกเพลงยังแสดงถึงปัญหาที่วงเจอะเจอ อย่างที่เฮย์ลีย์ได้อธิบายไว้ว่า

"โซฟาบนปกเพลง ที่ไม่มีคนนั่ง กับเงาที่เดินจากไป มันสื่อถึง เจเรมี ทิ้งพวกเรา แล้วเรารู้สึกว่างเปล่า"

พวกเขาอัดเพลงกันสามสัปดาห์ และโปรโมทอัลบั้มกันเพียงแค่สี่คนที่เหลือ

ก่อนที่จะเริ่มออกทัวร์ พาอะมอร์ก็ได้เพิ่ม จอห์น เฮมบรี (เบส) เข้ามาแทนตำแหน่งของ เจเรมี เดวิส

 ในระหว่างช่วงฤดูร้อน พาอะมอร์ก็ได้ขึ้นแสดงวาร์ปทัวร์ที่เวทีชีร่า เกิร์ล ในปี 2005
หลังจากถูกขอร้องจากวง เจเรมี เดวิสก็กลับเข้าร่วมวงพะอามอร์ หลังจากที่จากกันไปนาน 5 เดือน และมาแทนที่ เฮมบรี


อัลบั้มAll We Know Is Falling ปล่อยเมื่อ 24 กรกฎา ปี 2005 และไต่ขึ้นอันดับที่ 30 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮีตซีคเกอร์
พาอะมอร์ปล่อยซิงเกิล "Pressure" เป็นเพลงแรก กำกับมิวสิกวิดีโอโดย เชน เดรค แต่เพลงไม่สามารถไต่ชาร์ตได้
ในวิดีโอเป็นภาพที่พวกเขากำลังแสดงอยู่ในโกดัง และสุดท้ายสปริงเคิลฉีดน้ำก็พ่นน้ำออกมา ซึ่งเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งของคู่รักคู่หนึ่ง

ในเดือนกรกฎาคม เพลง "Emergency" ได้ถูกปล่อยเป็นเพลงที่สอง และวิดีโอได้แสดงถึงการกลับมารวมตัวกันของวงอีกครั้ง โดยผู้กำกับคนเดิม เชน เดรค ได้ความร่วมมือจาก ฮันเตอร์ แลมบ์ (กีตาร์รอง) ที่มาแทน เจสัน ไบนัม
วิดีโอ "Emergency" แสดงภาพลักษณ์ของวงในอีกบทบาท ครั้งนี้มีการทำคอสตูมให้เปื้อนเลือดด้วย

ซิงเกิลที่สาม "All We Know" ถูกปล่อยโดยกำหนดช่วงเวลา กับวิดีโอที่ร่วมเบื้องหลังการแสดงสด

ในเดือนมกราคมปี 2006 พาอะมอร์ได้เป็นส่วนหนึ่งของ วินเทอร์ โก เวสท์ ทัวร์ เล่นคู่ไปกับวงดนตรีจาก ซีแอตเทิล วง แอมเบอร์ แพซิฟิก และ เดอะ แลชเชส ในเดือนกุมภาพันธ์ เฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ ได้แสดงในงาน "Keep Dreaming Upside Down" ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเดือนตุลา ปี 2006 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ พาอะมอร์เริ่มคิวทัวร์ที่ Bayside ,The Rocket Summer พวกเขาทัวร์ในอังกฤษตั้งแต่ 5-15 ตุลาคม จบลงที่ลอนดอนที่ The Mean Fiddler และร้องเพลง "My Hero" คัฟเวอร์วง Foo Fighters ในภาพยนตร์เรื่อง Sound of Superman ที่ฉายในวันที่ 26 มิถุนายน ปี 2006

ในระหว่างฤดูร้อนในปี 2006 พาอะมอร์ได้เล่นของ วาร์ปทัวร์ส่วนหนึ่ง ที่ Volcom และ Hurley Stages และคืนแรกของพวกเขาที่ Main Stages ในบ้านเกิดของเขาที่ แนชวิลล์ เทนเนสซี

พาอะมอร์ เริ่มทัวร์ในอเมริกาในวันที่ 2 เดือนสิงหาคม ปี 2006 และขายตั๋วหมดด้วยการสนับสนุนจาก This Providence ,Cute Is What We Aim For และ Hit the Lights
ในโชว์สุดท้ายที่แนชวิลล์ ในปีนั้น พวกเขาได้รับโหวตให้เป็น วงดนตรีหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และเฮย์ลีย์ได้รับโหวตให้เป็น อันดับ 2 นักร้องสาวเสียงเซ็กซี่ จากผู้อ่านนิยสาร Kerrang! ประเทศอังกฤษ

 
ในปี 2007 ฮันเตอร์ แลมบ์ออกจากวงและแต่งงาน แต่พาอะมอร์ยังคงเล่นกันต่อไปด้วยสมาชิก 4 คน จากนั้นพาอะมอร์ก็ได้รับรางวัล "New Noise 2007" จากนิตสาร NME ของประเทศอังกฤษ
ในเดือนมกราคม พาอะมอร์ได้เล่นเพลงอคูสติกในงานเปิดตัวของ Warped Tour ที่ Roll Hall of Fame และชุดที่เฮย์ลีย์ใส่คือชุดเดียวกับในวิดีโอเพลง Emergency


พาอะมอร์ได้ลงนิตยสาร Kerrang! อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เฮย์ลีย์ เชื่อว่า บทความนั้นในนั้นไม่สื่อถึงภาพลักษณ์ของวง เพราะทุกคนโฟกัสเพียงแค่ตัวเธอเท่านั้น หลังจากนั้น เฮย์ลีย์ ก็ได้เขียนประเด็นนี้ลงใน Live Journal ของวง โดยมีหัวข้อว่า
"เราโตโดยไม่ต้องพึ่งปกนิตยสาร ขอโทษด้วยนะถ้ามันทำให้ใครสักคนของ Kerrang! ไม่พอใจ แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะมีความจริงสักนิดในบทความนั้น"ในเดือนเมษายน เฮลีย์ วิลเลียมส์ได้ร่วมร้องเพลง Then Came To Kill ของ The Chariot พวกเขาออกทัวร์ในต้นปี 2007 กับวง This Providence และ The Almost and Love Arcade.     

2007-2008

พาอะมอร์เริ่มอัดเพลงในอัลบั้มที่สอง Riot! ในเดือนมกราคมปี 2007 เสร็จสิ้นกระบวนการผลิตในเดือนมีนาคมโดยไม่มีมือกีตาร์ ฮันเตอร์ แลมบ์ (ซึ่งออกจากวงไปตั้งแต่ปี 2007 เพื่อไปแต่งงาน)
ถึงจะไม่มีแลมบ์ กีตาร์นำจอช ฟาร์โร ก็สามารถเล่นให้วงได้ทั้งสองส่วนในอัลบั้ม จากนั้นเทเลอร์ ยอร์คซึ่งรู้จักกับพี่น้องตระกูลฟาร์โรมาก่อนที่ทั้งคู่จะพบเฮย์ลีย์ ได้มาแทนตำแหน่งของแลมบ์
หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากนีล แอฟว์รอนโปรดิวเซอร์ และ โฮเวอร์ด เบ็นสัน ก็ได้เลือกที่จะทำอัลบั้ม Riot! กับ เดวิด เบ็นเด็ท โปรดิวเซอร์จาก New Jersey (วง Your Vegas, Breaking Benjamin)

กำหนดปล่อยอัลบั้มในวันที่ 12 เดือนมิถุนายน ปี 2007
Riot! ไต่ชาร์ต Billboard 200 ในอันดับที่ 20 และ UK ชาร์ตในอันดับที่ 24 ขายได้ 44,000 ก๊อปปี้ ในสัปดาห์แรกที่ประเทศอเมริกา
ชื่อ Riot! ถูกเลือกมาใช้เพราะความหมายสื่อถึงการกักอารมณ์ไว้ไม่อยู่

ซิงเกิลแรกคือเพลง "Misery Business" ปล่อยเมื่อวันที่ 21 เดือนมิถุนายน ปี2007 ตามที่เฮย์ลีย์ได้กล่าวว่า

"เพลงนี้จริงจังกว่าเรื่องไหนๆ เท่าที่ฉันเขียนมา และพวกผู้ชายก็เหมาะกับอารมณ์เพลงมาก"

ในฤดูร้อนปี 2007 พาร์อะมอร์ได้ร่วมแสดงในงาน Warped Tour ซึ่งเป็นครั้งที่สามของพวกเขา และโพสต์ข้อความประสบการณ์ลงบนบล็อกในเว็บ MTV ในเดือนมิถุนายน พวกเขาได้รับลงนิตยสาร Rolling Stone หัวข้อ "Ones to Watch" พาอะมอร์ยังแสดงสดฉายทางโทรทัศน์ของ Fuse Networks

ซิงเกิลที่สองคือ "Halleujah" ปล่อยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2007 และขายทางอินเตอร์เน็ตและโทรทัศน์ในประเทศอังกฤษ
วิดีโอออกมาคล้ายๆกับเพลง All We Know ซึ่งเป็นภาพรวมการแสดงสดและหลังเวทีของพวกเขาในเดือนตุลาคม ปี 2007

พาอะมอร์ได้ถูกโฆษณาให้กับ MTV ทางโทรทัศน์ เล่นเพลงเวอร์ชันอคูสติก และ แสดงโฆษณาสั้นเพื่อเป็นจุดขายของรายการใน MTV เช่น "MTV Artists of the Week" เป็นภาพวงกำลังตั้งแคมป์ซึ่งฉายที่ Queens, New York เขียนบทและกำกับโดย Evan Silver และ Gina Fortunato MTV.com ยังทำคอลเล็กชั่นโฆษณาเพื่อโปรโมทอัลบั้ม Riot!

ระหว่างสัปดาห์ในเดือนสิงหาคม ปี 2007 วิดีโอเพลง Misery Business ได้อันดับ 1 ที่เปิดดูมากที่สุดใน MTV.com

ในวันที่ 8 เดือนตุลาคมพาอะมอร์เล่นสดเพลง Misery Business ในรายการ Late Night with Conan O'Brien

ในเดือนสิงหาคมพาอะมอร์มีร่วมแสดงมิวสิกวิดีโอของวง New Found Glory ซึ่ง คัฟเวอร์วง Sixpence None the Richer เพลง Kiss Me

ในวันที่ 11 เดือนตุลาคม ปี 2007 มิวสิกวิดีโอเพลง Crushcrushcrush ได้ปล่อยในโทรทัศน์ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นอีกซิงเกิลจากอัลบั้ม Riot!
วิดีโอเพลง Crushcrushcrush เป็นภาพของสมาชิกในวงแสดงดนตรีกลางทะเลทราย และหลังจากนั้นท้ายสุดก็ทำลายเครื่องดนตรีของตัวเองซิงเกิลนี้ปล่อยในอเมริกาในวันที่ 19 พฤศจิกายน และ ในอังกฤษ

วันที่ 12 ปี 2007 เฮย์ลีย์วิลเลียมส์ ยังได้ร่วมร้องเพลง "The Church Channel" และ "Plea" ให้กับวง Say Anything อัลบั้ม In Defense of the Genre ซึ่งปล่อยในวันที่ 23 เดือน ตุลาคม ปี 2007
พาอะมอร์แสดงสด และ อคูสติกใน Boston วันที่ 29 เดือนพฤศจิกายน ปี 2007 ให้กับวิทยุ FNX วันที่ 31 ดือนธันวาคม ปี 2007 พาอะมอร์แสดงให้กับรายการ MTV New Year's Eve ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ห้าทุ่มครึ่ง ถึง ตีหนึ่ง

พาอะมอร์ได้ลงปกนิตยสาร Alternative Press ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 ในหัวข้อที่ได้รับโหวตให้เป็น "Best Band Of 2007" ผลสำรวจจากผู้อ่าน
วงยังได้เข้าชิงรางวัล "Best New Artist" ในงานครบรอบ 50ปี Grammy Awards จัดในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี 2008 แต่แพ้ให้กับ Amy Winehouse

ต้นปี 2008 พาอะมอร์ได้ทัวร์ในประเทศอเมริกา เพื่อโปรโมทอัลบั้ม Riot! ร่วมกับวง New Found Glory, Kids in Glass Houses และ Conditions

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 พาอะมอร์ได้เริ่มทัวร์ในยุโรป อย่างไรก็ตาม วันที่ 21 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2008 พาอะมอร์ได้ประกาศจะยกเลิกงานแสดง 6 ที่ ซึ่งเกิดจากปัญหาส่วนตัวของวง เฮย์ลีย์เขียนในเว็บของวงว่า
"การพักครั้งนี้จะให้โอกาสวงได้มีโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตาและทำหน้าตาของแต่ละคน"

MTV.com รายงานว่าแฟนเพลงของพาอะมอร์กำลังเดาเกี่ยวกับอนาคตของวง และมีการายงานว่าวงเริ่มจะมีปัญหา เนื่องจากจอช ฟาร์โร ระบายความโกรธเกี่ยวกับสื่อที่โฟกัสมาที่เฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ แต่ในที่สุดพาอะมอร์ก็กลับสู่บ้านเกิด และทำมิวสิกวิดีโอซิงเกิลที่ 4 "That's What You Get" และปล่อยในวันที่ 24 เดือนมีนาคม ปี 2008

พาอะมอร์ทัวร์ร่วมกับ Jimmy Eat World ในอเมริกาช่วงเดือนเมษายน และ พฤษภาคม และแสดงในงาน Give It A Name festival ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 10 และ 11 เดือนพฤษภาคม ปี 2008 และยังได้แสดงในงาน In New Music We Trust Stage at Radio 1's One Big Weekend ที่ Mote Park, Kent วันที่ 10 ด้วย
พาอะมอร์เล่นโชว์ที่ บนเกาะครั้งแรก ที่ RDS ใน Dublin วันที่ 2 เดือนกรกฎาคม ปี 2008 ตามมาด้วย Vans Warped Tour วันที่ 1 - 6

ในรายการ TRL ของ MTV ร้องนำเฮย์ลีย์ได้กล่าวว่า พาอะมอร์กำลังทำอัลบั้มใหม่ และมีความหวังว่าจะได้ปล่อยในฤดูร้อนหน้า เฮย์ลีย์ กล่าวว่าเธอกับวงต้องซ้อมหนักเพื่อเพลงใหม่ระหว่างออกทัวร์
ในนิตยสาร Alternative Press แซค ฟาร์โรได้เดาถึงอัลบั้มใหม่ที่จะเกิดขึ้น ว่ากลิ่นอายจะคล้ายๆกับวง Mew, Thrice และ Arcade Fire

วันที่ 19 เดือน พฤษภาคม 2008 พาอะมอร์ประกาศลงบนเว็บของพวกเขาว่าพวกเขาจะออกทัวร์อีกครั้ง ด้วยชื่อว่า "The Final Riot!" เริ่มตั้น วันที่ 25 เดือน กรกฎาคม จนถึง 1 กันยายน ในทัวร์นี้พาอะมอร์จะร่วมแสดงเป็นส่วนหนึ่งของ Leonard Cohen เพลง Hallelujah

ในวันที่ 2 เดือนกันยายน ปี 2008 มีการขายเสื้อฮู้ด กับ เสื้อ Hurley จากอัลบั้ม Riot! รายได้ทั้งหมดบริจาคให้กับมูลนิธิ Love146

เพลง Decode เป็นซิงเกิลที่สร้างเพื่อภาพยนตร์ Twilight และกับอีกเพลงคือ I Caught Myself ซึ่งถูกรวมไว้ในแผ่นซาวน์แทร็คประกอบภาพยนตร์

เพลง Decode ปล่อยในวันที่ 1 เดือนตุลาคม ปี 2008 บนเว็บไซต์ของแฟนคลับพาอะมอร์ พร้อมกันกับเว็บของ Stephenie Meyer หลังจากนั้นก็เริ่มถ่ายวิดีโอเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม และฉายปฐมทัศน์ในวันที่ 3 พฤศจิกายน

Hot Topicได้จัดปาร์ตีสำหรับผู้ฟังซาวน์แทร็คในวันที่ 24 ตุลาคม ปี 2008 และอัลบั้มได้ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ปี 2008 แถมด้วยเพลง Decode เวอร์ชัน อคูสติก 

พาอะมอร์ปล่อยอัลบั้มแสดงสด "The Final Riot!" ในวันที่ 25 เดือนพฤศจิกายน รวมด้วยโบนัสดีวีดีกับภาพคอนเสิร์ตในชิคาโก และเบื้องหลัง

ต่อมาวันที่ 9 เดือนเมษายน ปี 2009 The Final Riot! ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำจากอเมริกา

2009-2011

ในเดือนมกราคมปี 2009 จอช ฟาร์โรพูดเกี่ยวกับวง เรื่องอัลบั้มที่สามที่กำลังทำในสตูดิโอกับ Kerrang! ว่า

"เราจะอัดเสียงกันที่ Nashville ผมคิดว่าทำอัลบั้มกันที่นั่น จะเพิ่มแรงบันดาลใจให้เรา และถ้าพวกเราอัดเสียงที่นั่นด้วย มันคงจะง่ายกว่า เพราะเราก็ได้นอนพักที่บ้านของเรา ดีกว่าพักที่โรงแรมในอีก 300 วันที่เหลือ
พวกเราไม่มั่นใจว่าใครจะมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ พวกเราทำเพลง Decode กับ Rob Cavallo เขามีประสบการณ์ที่ดีมากคนหนึ่ง แต่เรากำลังมองหา แล้วก็ไม่อยากตัดสินใจจนกว่าเราจะเขียนเพลงได้มากพอ และจนกว่าเราจะรู้ว่าเราต้องการอะไร เราสนุกกับการแสดงสดและเราต้องการโปรดิวเซอร์ที่สามารถจับสิ่งเหล่านั้นให้เราได้"


ในวันที่ 21 เดือนมกราคม ปี2009 พาอะมอร์ได้เป็นวงรับเชิญร่วมกับ Bedouin Soundclash และ The Sounds and Janelle Monae ที่ No Doubt Summer Tour 2009 เริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมปี 2009

พาอะมอร์เขียนเพลงจนเสร็จและเริ่มอัดอัลบั้ม Brand New Eyes ในต้นปี 2009

ซิงเกิลแรกได้ปล่อยออกมาคือเพลง "Ignorance" ปล่อยในวันที่ 7 เดือนกรกฎาคม ปี 2009 วิดีโอเพลง Ignorance ถูกเปิดที่ MTV บนเว็บไซต์ต่างๆ ในเดือนสิงหาคม

พาอะมอร์และ Paper Route กับ The Swellers ออกทัวร์เพื่อขายอัลบั้ม Brand New Eyes ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2009 บางทัวร์ต้องถูกยกเลิกเนื่องจากเฮย์ลีย์มีปัญหาเรื่องกล่องเสียงอักเสบ


พาอะมอร์ได้แสดงใน MTV Unplugged


ในวันที่ 23 เดือนพฤศจิกายน ปี 2009 พาอะมอร์ได้ปล่อยเพลง Brick By Boring Brick เป็นเพลงที่ 2 และวิดีโอถูกปล่อยลงบนเว็บไซต์ของพวกเขา หลังจากนั้น The Only Exception ก็ถูกปล่อยตามมา ในวันที่ 14 เดือนมกราคม ปี 2010 พาอะมอร์ประกาศว่าซิงเกิลต่อไปคงจะเป็นเพลง Careful

จากนั้นพาอะมอร์ก็ได้แสดงร่วมกับ You Me At Six, Paper Route และ Now Now Every Children ที่ London's Wembley Arena ซึ่งมีผู้ชมสูงถึง 12,500 คน วงเริ่มแสดงในปี 2010 ที่ Australian Soundwave Festival ร่วมกับวงอื่นๆเช่น Faith No More, Placebo, You Me at Six, All Time Low, Jimmy Eat World และ Taking Back Sunday

ก่อนทัวร์ จอชมือกี่ตาร์ได้ประกาศทาง Live Journal ของวงว่าเขาขอออกจากวงชั่วคราวเพื่อไปจัดงานแต่งงาน ซึ่งจัสติน ยอร์ค ก็ได้มาแทนตำแหน่งของเขา หลังจากที่จอชกลับมา ก็จัดทัวร์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่อเมริกา ในช่วงปลายเดือนเมษา พาอะมอร์จะออกทัวร์ร่วมกับ Greenday ซึ่งกำหนดวันไว้ว่าจะจัดที่ Stadium tour ใน Dublin กับ Paris

เดือนเมษาปี 2010 พาอะมอร์ได้ประกาศจะออกทัวร์กับงาน Honda Civic Tour ซึ่งเป็นทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา วงอื่นๆที่เข้าร่วมคือ Tegan and Sara, New Found Glory และ Kadawatha เริ่มทัวร์ตั้งแต่ 23 กรกฎาคม ที่ Raleigh , NC และหมดทัวร์วันที่ 19 กันยายน ที่ Anaheim, CA ในเดือนพฤษภาคม

พาอะมอร์ประกาศทัวร์สั้นๆที่อังกฤษ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2010

พาอะมอร์ร่วมแสดงในงาน 2010 MTV VMAs ในเดือนกันยายน วันที่ 12 ปี 2010

พาอะมอร์เข้าร่วมงาน 2010 MTV EMAs เดือนพฤศจิกายน วันที่ 7 ปี 2010 และรับรางวัล Best Alternative เฮย์ลีย์ร่วมแสดงเพลง "Airplanes" ร่วมกับ B.o.B

เดือนพฤศจิกายน วันที่ 16 ปี 2010 เพลง "Playing God" ได้ถูกปล่อยลงบนเว็บ Paramore สำหรับให้สมาชิกเท่านั้น และวันต่อมาก็ปล่อยลง Youtube  

FARROS LEFT THE  BAND

ในวันที่ 18 ธันวาคม 2010 เฮย์ลีย์ เจเรมี และ เทย์เลอร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเว็บ Paramore.net ว่าจอชและแซคได้อำลาวงแล้ว ในข้อความได้กล่าวว่า

"พวกเขาได้บอกเราก่อนหน้านั้นมา 2 เดือนแล้ว ว่าจะออกจากวงหลังจากโชว์ที่ ออลันโด พวกเราไม่ตกใจแต่อย่างใด เพราะเมื่อปีที่ผ่านมา พวกเขาก็ไม่ได้อยากอยู่กับเราอีกแล้ว เราอยากให้พวกเขาทำในสิ่งที่มีความสุข และถ้าความสุขนั้นไม่มีพวกเรา เราก็สนับสนุนให้พวกเขามีความสุขในแบบที่เขาต้องการ แต่พวกเราก็จะไม่ทิ้งทุกสิ่งไว้ข้างหลัง"

ซึ่งในโพสต์กล่าวว่าสมาชิกที่เหลือจะยังคงทำงานต่อไป พวกเขายังโพสต์อีกว่า

"เมื่อมองกลับไป เมื่อเทียบกับตอนนี้ เราก็ตื่นเต้นกับอนาคตมาก สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นช่วงเวลาที่ดี รูปของพวกเราที่โอบกัน รถตู้ที่เรานั่งไปด้วยกัน แฟนๆที่ร้องเพลงให้เราตลอดการเดินทาง ขอบคุณที่ทำให้เรามีวันนี้ เราหวังที่จะมีเวลาดีๆแบบนั้นอีก แล้วหวังว่าพวกคุณจะยังอยู่เคียงข้างเรา"

ซึ่งวงยังคงยืนยันว่ายังมีทัวร์ที่อเมริกาใต้

จอชได้เขียนข้อความส่วนตัวใน Blogger ส่วนตัว ซึ่งให้ข้อมูลต่างไปจากวง กล่าวว่า วงพาอะมอร์เป็นวง "สร้างภาพจากค่ายยักษ์ใหญ่" และเขายังกล่าวหาว่า เฮย์ลีย์ถูกสร้างภาพปรุงแต่งโดยผู้จัดการส่วนตัว เลี้ยงดูคนที่เหลือในวงเหมือนเธอเป็นศิลปินเดี่ยว และกล่าวว่าเธอเป็นคนเดียวที่ได้เซ็นสัญญากับ Atlantic Records ในขณะที่เพื่อนร่วมวงเป็นส่วนนึงในความฝันของเธอเท่านั้น ในวันที่ 30 เดือน

ธันวาคม MTV News ได้สัมภาษณ์สมาชิกที่เหลือ เพื่อให้ความกระจ่างเกี่ยวกับข้อมูลที่ พี่น้องฟาร์โร ได้โพสต์ บทสัมภาษณ์ถูกเผยแพร่ในวันที่ 7 มกราคม ปี 2011 ในหัวข้อ Paramore: The Last Word ในขณะที่วงยืนยันเกี่ยวกับข้อความของฟาร์โร ว่าข้อความที่จอชเขียนไม่สัมพันธ์กัน

วันที่ 10 เดือนมกราคมปี 2011 เฮย์ลีย์ได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์กับ MTV ว่า ถึงแม้ว่าทางวงจะเสียสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งไปสองคน พวกเขาจะยังทำอัลบั้มใหม่ต่อในปี 2011 แต่ยังไม่มั่นใจว่าอัลบั้มที่ว่า จะเป็นอัลบั้มเต็ม หรือแค่ EP
เฮย์ลีย์ยังบอกด้วยว่าสไตล์ของเพลงก็จะเปลี่ยนไป เพราะสมาชิกไม่เท่าเดิมแล้วแต่ยังคงบอกว่าทางวงจะยังรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้

ทางวงกลับเข้าสตูดิโอหลังจากจบทัวร์ในอเมริกาใต้ และอัดเพลงหลายเพลง ที่ถูกปล่อยในช่วงซัมเมอร์ก่อนทีจะปล่อยอัลบั้มที่สี่
เพลง In the Mourning ได้ถูกปล่อยเป็นเดโมให้ฟังผ่าน Tumblr ของเฮย์ลีย์ และทางวงได้ยืนยันว่าจะเข้าสตูดิโอเพื่อทำงานกับ รอบ คาวัลโล อีกครั้งสำหรับ EP Singles Club

วันที่ 3 เดือนมิถุนายน ปี 2011 พาอะมอร์ปล่อยเพลงใหม่ "Monster" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Transformer: Dark of the Moon ลงบนยูทูป เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทางวงปล่อยโดยไม่มีพี่น้องฟาร์โรร่วมทำด้วย

วันที่ 9 มิถุนายน ปี 2011 เฮย์ลีย์ ประกาศว่าทางวงจะเริ่มเขียนอัลบั้มที่สี่ ซึ่งหวังว่า จะได้เริ่มอัดเสียงสิ้นปี และจะปล่อยในช่วงต้นปี 2012

วันที่ 5 กันยายน ปี 2011 เฮย์ลีย์ยืนยันว่าจะปล่อยเพลงใหม่ที่ชื่อว่า "Renegade" ซึ่งทำการอัดเสียงพร้อมกันกับเพลง Monster

ในวันที่ 11 ตุลาคม ปี 2011 พาอะมอร์ประกาศว่าจะปล่อยเพลงใหม่ในช่วงเดือนที่เหลือในปี 2011 ทางวงตั้งกลุ่ม Singles Club ในเว็บไซต์ของวงเอง ซึ่งให้แฟนๆมีโอกาส ซื้อเพลงที่ปล่อย ซึ่งปล่อยเฉพาะในเว็บเท่านั้น มีเพลง Renegade ปล่อยในวันเดียวกับ
ที่ประกาศ ตามด้วย "Hello Cold World" ในวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน และตามด้วย "In the Mourning" ในวันที่ 5 ธันวาคม 

2012-2015

ในวันที่ 18 เดือนเมษายน ปี 2012 เฮย์ลีย์ ประกาศว่าโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มที่สี่คือ Justin Meldal-Johnsen
Ilan Rubin อดีตมือกลองวง Lostprophets และมือกลองปัจจุบันวง Angels & Airwaves และ Nine Inch Nails จะเล่นกลองสำหรับอัลบั้มนี้
อัลบั้มที่สี่ที่ชื่อว่า Paramore ถูกปล่อยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 เมษายน ปี 2013 และขึ้นอัลบั้มอันดับหนึ่งในอเมริกาของ Billboard 200
ซิงเกิลแรกที่ปล่อยคือเพลง "Now" ถูกปล่อยออนไลน์เมื่อวันที่ 22 มกราคม ปี 2013
และเพลงที่สองคือเพลง "Still Into You" ถูกปล่อยในวันที่ 14 มีนาคม 2013 ได้รับผลตอบรับที่ดีจากตลาดเพลง
เพลงที่สามคือเพลง "Daydreaming" ถูกปล่อยในวันที่ 2 เดือนธันวาคม 2013
และเพลงที่สี่คือเพลง "Ain't It Fun" ปล่อยในวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ปี 2014
ทำให้พาอะมอร์กลายเป็นวงดนตรีที่ขึ้นอันดับชาร์ตสูงที่สุดในอเมริกา นอกจากนั้นยังได้รับรางวัล Best Rock Song จากงานประกาศรางวัล Grammy Awards ครั้งที่ 57 จากเพลง Ain't It Fun

ในวันที่ 24 อัลบั้ม Paramore Deluxe ถูกปล่อย ซึ่งรวมเพลงรีเมค เพลง Hate to See Your Heart Break ที่ร่วมร้องกับ
Joy Williams เป็นเพลงแรกของพาอะมอร์ที่ทางวงร่วมทำงานเพลงกับศิลปินอื่น

ทางวงเริ่มออกทัวร์ Writing the Future กับวง Copeland และประกาศทางบล็อคว่า

"เป็นเวลาที่ถูกต้อง และสมควรแล้วที่เราจะปิดอัลบั้ม Self-Titled เราเหมือนได้รับชัยชนะจากการเดินทางครั้งนี้ แต่ที่ยังรู้สึกเศร้าคือเราต้องบอกลามันโดยที่ไม่มีอะไรพิเศษ"

วันที่ 14 เดือนธันวาคม 2015 เจเรมี เดวิสมือเบส ประกาศออกจากวงเป็นครั้งที่สอง
ในเดือนมีนาคมปี 2016 เจเรมีได้มีการฟ้องร้องทางกฎหมายกับ Paramore โดยยืนยันสิทธิที่จะยังได้รับผลประโยชน์จากวง เนื่องจากตนนั้นเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจวงดนตรีกับเฮย์ลีย์ 

2016-2019

วันที่ 19 มกราคมปี 2016 เฮย์ลีย์ประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ว่าทางวงกำลังเขียนอัลบั้มใหม่อัลบั้มที่ห้า

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ปี 2016 ทางวงโพสต์วิดิโอสั้นๆเป็นภาพที่ทางวงกำลังทำเพลงในสตูดิโอ ซึ่ง Zac Farro อดีตมือกลองกับ Justin Meldal-Johnsenได้ปรากฏในวิดิโอด้วย ทางแฟนๆได้ตั้งข้อสังเกตและเชื่อว่า Zac จะกลับเข้าร่วมวงอีกครั้ง

ในวันที่ 17 มิถุนายน Zac ได้ปรากฏในรูปที่โพสต์ผ่านโซเชี่ยลมีเดียอีกครั้ง ซึ่งเป็นภาพที่เขานั่งอยู่หลังเซตกลอง ยืนยันว่าเขาเล่นส่วนของกลองให้กับอัลบั้มที่ห้าของพาอะมอร์ และไม่ได้กลับเข้าเป็นสมาชิกแต่อย่างใด

หลังจากนั้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 2017 ทางวงได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Zac จะกลับมาในฐานะมือกลองและสมาชิกเต็มตัวของวงพาอะมอร์

วันที่ 19 เมษายน ปี 2017 พาอะมอร์ปล่อยซิงเกิลเพลง "Hard Times" และประกาศว่าอัลบั้มใหม่จะมีชื่อว่า "After Laughter" และมีกำหนดปล่อยวันที่ 12 พฤษภาคม ปี 2017 อีกทั้งซิงเกิล "Told You So" จากอัลบั้มนี้ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2017
เอ็มวีเพลง "Fake Happy" ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2017
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2018 เอ็มวี "Rose-Colored Boy" ถูกปล่อยออกมา ซึ่งเป็นซิงเกิลที่สี่ของอัลบั้ม
เอ็มวี "Caught in the Middle" เป็นซิงเกิลที่ห้า และวิดิโอได้ถูกปล่อยในวันที่ 26 มิถุนายน 2018 

วันที่ 7 กันยายน 2018 เฮย์ลีย์ ประกาศระหว่างโชว์ว่าทางวงจะเล่นเพลง Misery Business สด เป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากเนื้อเพลงของ Misery Business มีความเหยียดเพศสตรี

2020-NOW