Deep Dive Music Video

Deep Dive เพลง Glum กับความหดหู่ในยามที่แสงอาทิตย์ส่อง

Glum Hayley Williams

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม Hayley Williams ปล่อยมิวสิกวิดีโอใหม่สำหรับเพลง “Glum” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 เพลงที่เธอปล่อยให้แฟนเพลงฟังบนเว็บไซต์ของเธอเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพลงเหล่านี้ได้ถูกนำขึ้นสตรีมมิงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมในรูปแบบซิงเกิลแยก และตอนนี้อัลบั้ม Ego Death At A Bachelorette Party ได้ถูกปล่อยอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เธอได้เปิดตัวมิวสิกวิดีโอเพลงแรกในเซ็ตนี้ชื่อ “Ego Death at the Bachelorette Party” ซึ่งถ่ายทำในบาร์คาราโอเกะชนบทด้วยฟิลเตอร์สไตล์กล้องแคมคอร์ด วิดีโอคลิปเน้นภาพตัดสลับระหว่างที่เธอกำลังเล่นสนุกอยู่ในตัวเมืองแนชวิลล์ อ่านบทความเพิ่มเติม: Deep Dive เพลง Ego Death at a Bachelorette Party บรรยากาศของซิงเกิลเพลงนี้ยังคงเชื่อมโยงแนวทางไปสู่ผลงานมิวสิกวิดีโอล่าสุด “Glum” ซึ่งทั้งสองเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าที่เธอหยิบอิทธิพลจากดนตรียุค 1990 มาตีความใหม่โดยไม่ฟังดูเป็นแค่การย้อนยุค

แม้จะเป็นการปล่อยเพลงแบบค่อย ๆ ทยอยออกมา แต่เพลงเหล่านี้ก็ได้รับคำชมว่าฟังแล้วเข้าถึงได้ทันที มีเมโลดี้ติดหู และยังคงผลักดันการเขียนเพลงของเธอไปข้างหน้า โดยเฉพาะ “Glum” ที่โดดเด่นที่สุดจนถึงตอนนี้ มิวสิกวิดีโอนี้กำกับร่วมโดย Zac Farro มือกลองของวง Paramore และ AJ Gibboney ถ่ายทำด้วยฟิล์ม Kodak 35 มม. วิดีโอติดตามเฮย์ลีย์ ในบ้านที่ปรับปรุงใหม่ ห้องใต้หลังคา และสวน ตัดสลับระหว่างช่วงเวลาสงบนิ่งกับภาพเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ บางช่วงเธอนั่งดีดกีตาร์ในทางเดิน น้ำเสียงของเธอสะท้อนพลังเรโทรที่กำหนดทิศทางของการโปรดิวซ์เพลงนี้

ในเพลง “Glum” เธอถ่ายทอดเสียงสนทนาภายในใจ เกี่ยวกับความหมายของการจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เฮย์ลีย์ถ่ายทอดความกังวลต่อสิ่งที่ไม่รู้จักอย่างตรงไปตรงมา วิดีโอจบลงด้วยภาพที่เธอนอนอยู่บนกระดานกระโดดน้ำ สะท้อนถึงความรู้สึกหดหู่ของเธอ ขณะที่เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเต็มไปด้วยความสงสัย ภาพนั้นเผยให้เห็นเธอในห้วงความคิดลึกๆ แม้จะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืออะไร และถึงแม้แสงอาทิตย์ที่พาดผ่านมาก็ไม่ทำให้ความหม่นหมองนั้นหายไป

Deep Dive เจาะลึกเนื้อเพลง Glum

Glum คือการสะท้อนเสียงภายในใจของเฮย์ลีย์ที่เต็มไปด้วยความหดหู่ ความไม่มั่นคง และการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ เพลงนี้พาเราเข้าไปสัมผัสการครุ่นคิดและการตั้งคำถามกับชีวิต โดยใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมาและภาพเปรียบเทียบที่ทรงพลัง

เปิดเพลงด้วยการเปรียบเทียบ แสงแดด (ความสว่าง ความอบอุ่น พลังชีวิต) กับ แสงจันทร์ (นุ่มนวล อ่อนแสง และเป็นเพียงการสะท้อนแสง) เธอเห็นตัวเองเป็นแค่แสงจันทร์ที่ไม่ส่องไกลเท่าแสงแดด แต่ก็ยัง “คงปรากฏตัวอยู่” still show up — การยืนยันการมีอยู่แม้รู้สึกไร้ค่า

In the wake of your sunshine
I’ve never felt so glum
Think I’m made up of moonlight
Don’t reach quite as far
But I still show up

ในยามที่แสงสว่างของเธอที่ส่องพาดมา
มันทำให้ฉันรู้สึกหม่นหมอง
ตัวฉันก็เป็นได้แค่แสงจันทร์
ส่องได้ไม่ไกลหรอก
แต่ก็ยังพยายามอยู่

เธอหยิบเอาความ เหงาแบบลึกซึ้ง มาถ่ายทอด — เหงาจนเหมือนจะ “ระเบิดจากข้างใน” โดยไม่มีใครสังเกตเห็น เธอตั้งคำถามถึงที่ที่จากมา และสถานที่ที่เราทุกคนอาจอยากกลับไป ไม่ว่าจะหมายถึง บ้าน, ชีวิตในวัยเด็ก

Do you ever feel so alone that you could implode and no one would know?
When you look around, nobody’s home
Don’t you wanna go back to wherever you’re from?

คุณเคยรู้สึกโดดเดี่ยวจนเหมือนตัวแทบจะระเบิด แต่ไม่มีใครรับรู้ไหม?
และเมื่อคุณมองไปรอบๆ แล้วมองไม่เห็นใครเลย
คุณไม่อยากกลับไปยังที่ที่คุณจากมาหรือ?

เธอฉายภาพประจำวันอย่างกาจอดรถที่แยกไฟแดง แต่ก็เปลี่ยนมันเป็นประสบการณ์ เธอหลุดลอยในความคิด (spaced out) ขณะที่เสียงบีบแตรกลับเข้ากับจังหวะของเพลง เหมือนโลกภายนอกกับโลกในใจเชื่อมกันโดยบังเอิญ จนอยากจะจอดรถ และฟังเสียงแตรนั้นทั้งวัน จนเธอเกือบลืมว่าไฟเหลืองแล้ว กำลังจะเขียว

Spaced out at a stop light
Who’s layin’ on their horn?
Cause it’s in tune with this song
Wanna put it in park
And listen all day long
Hey man, roll down your window
Light’s already yellow

ใจหลุดลอยไประหว่างญญาณไฟแดง
ใครนะ ที่กำลังบีบแตรอยู่?
เพราะเสียงมันช่างเข้ากับเพลงที่ฟังอยู่นี้
ฉันอยากจะจอดรถ
และฟังมันตลอดทั้งวัน
เฮ้ พวก ลดกระจกลงหน่อย
สัญญาณไฟเหลืองแล้ว

ท่อนที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอ เธอยอมรับตรงๆ ว่าแม้จะเดินทางชีวิตมาเกือบ 37 ปี ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่กันแน่ คำสบถแสดงถึงความสับสนและสิ้นหวัง ขณะที่ประโยคถาม “นี่เป็นเรื่องปกติหรือเปล่า?” สะท้อนความกังวลที่ทุกคนอาจเคยเผชิญ

On my way to 37 years
I do not know if I’ll ever know
What in the living fuck I’m doing here
Does anyone know if this is normal?

ชีวิตกำลังสู่วัย 37 ปี
ฉันไม่รู้เลย ว่าฉันจะค้นพบคำตอบมั้ย
ฉันแม่งไม่รู้เลย ว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้
มีใครรู้บ้าง ว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือเปล่า?

โดยรวมเพลง Glum ไม่ใช่เพลงที่ให้คำตอบ แต่เป็น กระจกสะท้อนความไม่แน่นอนของมนุษย์ ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราไม่ได้เผชิญความเปลี่ยวเหงาเพียงลำพัง เพลงนี้คงเป็นกำลังใจให้กับคนฟังหลายๆคนว่า เธอเองก็มีความรู้สึกหดหู่และเดียวดาย แต่ยังคงเดินต่อไปในชีวิต

ภาพเบื้องหลังโดย Zac Farro

paramorebkk

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.