รู้จัก Hayley Willams อายุ 28 จากการใช้ชีวิตสองวันกับ Hayley ของบล็อคเกอร์จากนิตยสาร The Fader

Paramore’s Hayley Williams has been an icon of an entire generation’s angst. Now, at 28, she’s finding she has her own unrest to deal with.


ตอนที่ผมพบกับเฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ เธอโผเข้ากอดด้วยรอยยิ้มกว้างเท่าที่คุณจะคาดหวังจากเธอได้ เราอยู่ที่ร้านราเมงในระแวกแถวบ้านของเธอที่แนชวิลล์ มีอาหารว่างคั่นอยู่ตรงหน้าระหว่างเราเป็นข้าวโพดหั่นชิ้นๆ ชาให้ได้จิบ โดยที่เฮย์ลีย์วางเท้าทั้งสองข้างของเธอที่สวมรองเท้า Vans แบบ low-top พาดไปที่เก้าอี้ข้างๆตัวที่นั่ง

เธอแสดงออกกับคนรอบข้างอย่างเรียบง่าย และเท่าเทียมกัน ในบ่ายวันนั้น เราเยี่ยมชมตัวเมืองผ่านรถของเธอ คันสีน้ำเงินของ Fiat ที่มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งขวดในรถ ไปเยี่ยมที่ที่เธอชอบ ชายเจาะจมูกผมยาวที่บาร์เครื่องดื่มทักทายเรา เดินผ่านประตูไปพร้อมกับเธอ คุณไม่มีทางรู้ว่าเธอรู้จักคนเรานั้นมานานแล้ว หรือพึ่งเคยเจอกันครั้งแรก

ความเป็นคนเข้ากับคนง่ายของเธอสิ่งนี้ทำให้เธอน่าสนใจ เฮย์ลีย์เซ็นสัญญากับ Atlantic ในฐานะนักร้องนำ และนักแต่งเพลงของวง Paramore ตั้งแต่อายุ 15 ด้วยสีผมแดงเผ็ดจัดจ้านเหมือนซุปเปอร์ฮีโรจากหนังสือคอมมิค และเสียงที่มีพลังเป็นเอกลักษณ์ ที่เธอใช้กรีดร้อง เธอกลายเป็นร็อคสตาร์วัยรุ่น และเป็นไอคอนของเด็กอีโม พังค์ทั่วโลก กับเพลงกวนๆเพลง “Emergency” และ “Misery Business” เธอแสดงให้เราเห็นว่าเธอเป็นคนอ่อนไหว มีความเจ้าบทเจ้ากลอน เธอเขียนเพลงเกี่ยวกับการเป็นผู้ใหญ่ รักครั้งแรก และหัวใจสลายครั้งแรก ด้วยความรู้สึกที่แข็งแกร่ง และตื่นเต้น และมันมีพลังมากขึ้นไปอีก เพราะสมาชิกในวงอื่นๆที่อายุไล่ๆกัน (My Chemical Romance, Fall Out Boy) นำทัพด้วยนักร้องนำชาย
Paramore ขายอัลบั้มไปหลายล้านอัลบั้ม แสดงที่ TRL และถึงกับเคยทำเพลงประกอบภาพยนตร์ให้กับ Twilight เพลงดราม่าในยุคที่เด็กไฮสคูลฟังสมัยประธานาธิบดีโอบามายังบริหาร

เมื่อผมและเฮย์ลีย์เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ After Laughter ในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวัน เธอนั่งท้าวคางด้วยมือทั้งสองข้าง ตอนนี้เธออายุ 28 แล้ว และทรงผมที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของเธอกลายเป็ยสีบลอนด์ขาวสว่างที่ยาวลงมาประมือทั้งสองข้าง
“พวก ฉันก็ไม่รู้สินะ” เธอพูดออกมาเกี่ยวกับความหม่นหมอง “ฉันไม่มีความหวังแบบนั้นเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นแล้วล่ะ”

ตอนที่ได้ฟังครั้งแรก อัลบั้มนี้ค่อนข้างร่าเริง แต่เห็นได้ชัดว่าเฮย์ลีย์กำลังทำอะไรบางอย่างกับเนื้อเพลง “Reality will break your heart/ Survival will not be the hardest part,” เธอร้องท่อนนี้ในเพลง “26” เสียงของเธอมีความเศร้าโศก “If I lay on the floor/ Maybe I’ll wake up,”เธอร้องไห้ออกมาแบบน่าประหลาดใจให้กับเพลง “Forgiveness” เป็นเพลงที่เธอเขียนเกี่ยวกับช่วงลุ่มๆดอนๆของความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Chad Gilbert ที่เป็นสามี ซึ่งเป็นมือกีตาร์ของวงป๊อปพังค์ New Found Glory
กับเพลง “Fake Happy” ที่เธอร้องให้กับรอยยิ้มที่เสแสร้งเพื่อที่ให้คนรอบข้างของเธอเข้าใจว่าเธอยังโอเค และเธอคิดว่าทุกคนเองก็ทำแบบนั้น

ความเศร้านี้แตกต่างกับปัญหาวัยรุ่นของเธอมากนัก มันแสดงให้เห็นชัดเจน ถึงความเป็นผู้ใหญ่ ความลุ่มลึก เธอบอกว่าเธอยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ใช้เวลาไปกับการนอนบนเตียงทั้งวัน ดูซีรีย์ตอนเก่าๆเรื่อง The Office เธอบอกว่ามันมีจุดที่แย่มากในบางขณะ ถึงขณะที่เธอเองก็อยากตายให้รู้แล้วรู้รอดไป จนต้องพบจิตเพทย์ “เป็นครั้งแรกในชีวิตของฉัน มันไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย ฉันคิดว่า ฉันแค่หวังว่าทุกอย่างจะจบ ไม่ใช่ว่าฉันกำลังจะปลิดชีวิตตัวเองนะ ก็แค่ไม่มีความหวังแล้ว เหมือนกับว่า เราทำมันเพื่ออะไรหรอ? ฉันไม่คิดว่าฉันจะเข้าใจความหมดหวังที่อันตรายแบบนี้ได้ ทุกๆอย่างเจ็บปวดไปหมด”


เฮย์ลีย์ถึงขั้นออกจากวงแบบลับๆ ในช่วงปี 2015 รู้สึกเหนื่อยล้า และคิดว่าเธอไม่มีอะไรจะร้องอีกต่อไปแล้ว “ฉันแค่ พอแล้ว” เธอบอก “คิดแค่ว่ามันต้องมีอะไรอย่างอื่นที่ฉันทำได้ดี บางทีคงถึงเวลาที่ฉันต้องมองหามัน” แต่หลังจากที่เธอออกไป เทย์เลอร์ ยอร์ค นักแต่งเพลงคนสำคัญของวง และโคโปรดิวเซอร์ของ Justin Meldal-Johnson ของอัลบั้ม After Laughter ก็เริ่มส่งเพลงเดโมให้เธอฟังและรอดูว่าเธอจะทำยังไง เขาเคยเป็นโรคซึมเศร้าเช่นกัน

“เราทั้งคู่เคยมีปัญหา และเราวิ่งหนีจากมัน” เทย์เลอร์กล่าว “ผมบอกเธอว่าเธอไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่ผมก็ยังเขียนเพลงต่อไป และเธอก็กลับมาอีกครั้ง” เฮย์ลีย์เริ่มใส่เนื้อเพลงลงไปในทำนองของเขา และจบลงด้วยทำนองและข้อความในเพลง “Forgiveness” เพลงแรกที่ทำเสร็จของอัลบั้ม After Laughter พวกเขาทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ด้วยการที่เทย์เลอร์ส่งไอเดียให้เฮย์ลีย์สรรค์สร้างลงไป และเพลงก็ออกมาเรื่อยๆ

ในแนชวิลล์ เฮย์ลีย์และผมเองจอดรถและลงไปที่บาร์แห่งหนึ่ง ดื่มสมู้ทตี้ ผมบอกเธอว่าผมดีใจมากที่เธอเป็นคนเข้าถึงง่ายและมีความคิดในเรื่องยากๆ รวมถึงความตายด้วย ในอัลบั้ม After Laughter เธอหัวเราะเล็กน้อยอย่างกระวนกระวาย และเป็นครั้งแรกของวันนั้น ที่รอยยิ้มเธอจางลงไป มันดูเป็นเรื่องไม่น่าแปลกที่เธอจะเป็นคนเฟรนด์ลี่ เธอบอกผม และมันน่าแปลกใจที่ผมจะมองเห็นความอ่อนโยนของเธอ ถ้าฟ้าจะสลายไป เธอบอก จิตใจที่ดีนี่แหละ ที่เธออยากจะจดจำ
“ฉันก็แค่ถูกสอนมาให้เป็นคนดี ฉันจะต้องตายไปซักวัน และฉันต้องยอมรับว่าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ฉันพอใจรึยังที่ใช้ชีวิตในวันนี้ นั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันคิดได้ ถ้าฉันไม่มีวันพรุ่งนี้ ฉันควรจะทำยังไงกับวันนี้ดี ฉันทำหน้าที่ของฉันดีพอรึยัง” เธอมองมาที่ผม “ฉันควรจะจากไปแบบไหนดี”

ก่อนที่เฮย์ลีย์จะมาเป็นคนนำวงป๊อปพังค์ เธอเคยอาศัยที่เมืองของรถยนต์มาก่อน เธอเกิดที่ Mississippi เธอเป็นคนขี้อายแต่เริ่มร้องเพลงในโบสถ์กับวงประสานเสียง หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน แม่ของเธอก็แต่งงานใหม่และเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “ฉันกลับบ้านมาวันนึงหลังจากเลิกเรียน และกระเป๋าฉันถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว” เธอบอก “เราไม่มีที่จะไป เพราะงั้นเราต้องอยู่กับเพื่อนของเธอ(แม่) ซึ่งบ้านอยู่ใกล้กับลานจอดรถของโรงเรียน” ในที่สุดเพื่อนของแม่เธออีกคนได้ย้ายไปที่ Franklin, Tennessee แม่กับเธอก็ตามไป แม่ของเธอคิดว่าถ้าดนตรีเป็นสิ่งที่เฮย์ลีย์ต้องการ แนชวิลล์ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่เท่าไหร่

ตอนอายุ 13 เฮย์ลีย์เขียนกลอนและแสดงกับวงฟังค์ เพื่อหาเงิน ในโรงเรียนเธอจะถูกล้อว่ามีสำเนียงใต้ชัดเจน และหาเพื่อนคบไม่ค่อยได้ “ฉันโดนแกล้งหนักมาก ตอนที่ย้ายไปที่นั่น ฉันต้องเริ่มฝึกพูดคำว่า “awesome” โดยที่ไม่ใช้สำเนียงของตัวเอง” เธอกล่าว กังวลเกียวกับการใช้ชีวิตในห้องเรียน แม่ของเธอจึงหาวิธีการเรียนแบบโฮมสคูลที่พบมาจากที่่โบสถ์ และชวนเฮย์ลีย์ ออกจากโรงเรียนที่เรียนอยู่ “เธอบอกว่า แม่จะเชื่อใจลูกให้ลูกอยู่บ้านสี่วันต่อสัปดาห์ได้มั้ย? และฉันตอบว่าได้ และหนูจะเขียนเพลงตลอดทั้งวัน” เพราะเธอเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาก แม่ของเธอพยายามให้เธอเข้าร่วมกับวงดนตรี เพื่อที่เธอจะได้มีเพื่อน เฮย์ลีย์เห็นด้วย ส่วนนึงเพราะเธอรัก Hanson “สามพี่น้องที่เล่นดนตรีด้วยกัน ไม่เอาน่า ฉันก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง”

พอเริ่มเรียนโฮมสคูล เธอได้พบกับแซค และจอช แฟร์โร ซึ่งถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะอายุ 11 และ 14 ก็ได้เริ่มอัดเพลงแล้ว เธอตื่นเต้นมาก และพวกเขาชวนเธอทันที “โตขึ้นมากับการฟังเพลงป๊อป และ R&B พอได้เข้าไปในโลกของพวกเขา ที่ฟังเพลง Elliot Smith และ Radiohead และ Deftones ฉันกลายเป็นว่า ‘ฉันจะทำยังไงดี? ฉันไม่เคยแต่งเพลงแบบนี้'” เธอจำได้ “แต่แซค เริ่มตีกลอง และทันทีมันก็กลายเป็นเพลง ‘Conspiracy’ ที่กลายเป็นเพลงแรกของพวกเรา ฉันแค่นั่งจับไมค์และร้องในสิ่งที่ฉันเขียน”

วงดนตรี ที่รวมถึงเด็กผู้ชายอีกสองคน ก็เริ่มแสดงในที่ต่างๆ เช่นในโบสถ์ ในกลุ่มงานของเยาวชน แต่เฮย์ลีย์ยังคงเขียนและอัดเพลงของเธอเอง และส่งต่อให้ค่ายเพลงต่างๆ Avril Lavigne ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่เริ่มมาจากจุดนั้น ขัดเกลาจากการเป็น อัลเทอร์เนทีฟไปจนถึง Britney และ Christina “ฉันไม่คิดว่าฉันจะได้เซ็นสัญญา ถ้าตอนนั้น Avril ไม่ดัง” เธอบอก “ทันทีทันใดฉันก็ไปอยู่ New York และเล่นเพลงให้ LA Reid” มีค่ายเพลงหลายค่ายต้องการตัวเธอ แต่แค่ Atlantic เท่านั้นที่ยอมให้เธอเล่นเป็นวงดนตรี แทนที่จะเป็นศิลปินเดี่ยว (เฮย์ลีย์เป็นคนเดียวที่เซ็นสัญญาแยกผ่าน Atlantic ส่วนสมาชิกที่เหลือเซ็นสัญญากับบริษัทลูก Fueled By Ramen)


Paramore ปล่อยอัลบั้มแรก All We Know Is Falling ตอนที่เฮย์ลีย์อายุ 16 พวกเขาถูกชวนให้ไปแสดงที่งาน Warped Tour ในเวทีรอง ในครั้งที่สามพวกเขาก็ได้เป็นเมนเสตจ Warped Tour ในสมัยนั้นเป็นแหล่งรวมอีโม ป๊อปพังค์ และแฟนเพลงฮาร์ดคอร์ อะไรก็ตามที่ถูกจำกัดความว่าเป็นอัลเทอร์เนทีฟ และ Paramore ที่มีเพลงเชือดเฉือนแบบนั้น ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ในคลิปการแสดงเก่าๆ เฮย์ลีย์มีความมุ่งมั่นและกล้ามเนื้อ เธอกระโดดไปทั่วเวที เฮดแบงค์ด้วยผมสีแดง และพาแฟนเพลงขึ้นมาร้องกับเธอ

“มันคือไฮสคูล สำหรับฉัน” เธอพูดถึง Warped Tour “เราเรียนรู้ที่จะเข้าหาผู้คนจากเวทีที่นั่น” เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่อยู่ในวงต้นๆ “ในช่วงนั้น มีเด็กผู้หญิงหลายคนที่ทำผมเหมือนฉัน” เธอบอก เธอเริ่มสานสัมพันธ์ที่น่ากลัวเมื่อปี 2007 ในคอนเสิร์ตที่เยอรมนี โดยเป็นเวทีที่แชร์ร่วมกัย Korn ซึ่งภาพลักษณ์ดุกว่า เฮย์ลีย์เขวี้ยงขวดน้ำลงไปในกลุ่มคนดูเพราะคิดว่ามีคนปามาใส่วงด้วยความดูถูก แต่กลับกลายเป็นว่า นั่นคือการโยนให้ด้วยความเอ็นดูต่างหาก สุดท้ายเธอก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้เช่นเดิม

ในช่วงออกทัวร์ พ่อเธอจะขับรถไปส่งจากเมืองต่อเมืองโดยใช้รถตู้  “เราทานแซนวิชเนยถั่วทุกวัน” เธอจำได้แม่นยำ เธอพบกับสามีของเธอในงานหลังแสดงตอนที่อายุ 18 เริ่มจากการเป็นเพื่อน และกลายเป็นความสัมพันธ์แบบโรแมนติก ตอนนั้นเธอคบกับจอช ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงอีกคนในวง “เรายังเด็กมาก! รวมถึงตอนที่เราคบกันด้วย ฉันไม่รู้สึกว่าเราเดทกันเลยด้วยซ้ำ มันเหมือนกับ โอ้ ดีจัง เราจูบกันบางที” เธอบอก ทุกคนๆในวงถูกเลี้ยงมาแบบคริสเตียน และแม้ว่าพวกเขาจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างอ่อนโยน แต่ในช่วงเวลานั้นพวกเขาก็กักเก็บความรู้สึกอันบริสุทธิ์เอาไว้ แม้ว่าจะรายล้อมไปด้วยงานเทศกาลต่างๆ “เราโตมากับคัมภีร์ไบเบิล” แซคกล่าว “มันมีกฎหลายอย่างที่เราถูกสั่งไว้ ห้ามดื่ม ห้ามมีเซ็กส์ ห้ามเล่นยา ห้ามสบถ” 


นอกจากเฮย์ลีย์แล้ว สมาชิกอีกเจ็ดคนก็วนเวียน เข้าออกในวง Paramore ตั้งแต่ปี 2005 บางครั้งก็จากกันแบบดราม่า มันเป็นเรื่องยากหน่อยที่จะต้องทำดนตรีต่อไป และสื่อก็ชอบเรื่องดราม่าด้วย เพราะมีข่าวลือโฉบไปมาเกี่ยวกับว่าทำไมคนนั้นออก คนนี้ออก เฮย์ลีย์อยากเป็นศิลปินเดี่ยวบ้าง การไม่ให้เครดิตคนแต่งเพลงบ้าง หรือทะเลาะกันดื้อๆ ตอนนี้พวกเขามีกันสามคน: เทย์เลอร์ ที่อยู่กับวงมาตั้งแต่ปี 2007 ในฐานะมือกีตาร์ และแซคมือกลอง หลังจากที่ออกไปพร้อมพี่ชายในปี 2010 และกลับมาร่วมวงใหม่โดยการตัดสินใจของตัวเองเมื่อปีที่แล้ว

คนที่ออกจากวงไปล่าสุดคือ Jeremy Davis มือเบสยุคก่อตั้ง ออกไปเมื่อปี 2015 มีคดีความต่อกันทั้งสองฝ่าย และพึ่งไกล่เกลี่ยกันไปแบบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา “Tell Me How” เพลงบัลลาร์ดเปียโนที่จบอัลบั้ม After Laughter คือการบอกเล่าถึงความมืดหม่นของการอำลาของเจเรมี “I can’t call you a stranger/ But I can’t call you,” เธอร้อง “Do I suffocate or let go?” วันนี้ เธอเหนื่อยที่จะเล่าเกี่ยวกับการเปลี่ยนสมาชิก บางคนก็โยงไปถึงเรื่องที่เซ็นสัญญาคนละแบบ และเธอก็อธิบายบ่อยมากเมื่อมีคนพูดถึง “ฉันถูกหักหลังมากบ่อยมากในชีวิต ฉันไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองเป็นเหยื่อ แต่ฉันคิดว่ามันทำให้ฉันกลัวที่จะเล่าเรื่องทั้งหมด” เธอบอก “ฉันไม่อยากเสียใครอีกแล้วในชีวิต ฉันพอแล้ว”

วงประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดวงดาวเฮย์ลีย์ส่องแสงสว่างไสว เธอได้แสดงเสียงของตัวเองในฮุคของเพลง Airplanes ปี 2010 โดยแรปเปอร์ B.O.B ซึ่งพุ่งไปอยู่ในอันดับที่สองใน Top 40
ในปี 2011 เธอได้ขึ้นปก Cosmopolitan แต่งตัวเหมือนเซเล็บฮอลลีวู้ด “ฉันมั่นใจมากว่าพวกเขาแต่งหน้าอกของฉันให้ดูฟูขึ้น” เธอหัวเราะ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอบอกว่า Lyor Cohen ซึ่งเป็นเอ็กเซ็คคูทิฟของค่าย Atlantic ตอนนั้นโทรมาหาเธอเพื่อให้เธอเขียนเพลงร่วมกับ Chad Kroeger จากวง Nickelback เฮย์ลีย์ปฏิเสธอย่างสุภาพ เขายืนยัน ดังนั้นเธอจึงวางสาย “ฉันแค่ไม่ต้องการแบบนั้น” เธอบอกเกี่ยวกับการที่จะกลายไปเป็นศิลปินเดี่ยว “ฉันไม่รู้ว่าฉันจะมองหน้าคนพันๆคนยังไง ถ้ามองไปข้างๆกับด้านหลังแล้วไม่เจอเพื่อนฉันตรั้งนั้น และฉันเข้าใจแล้วว่าฉันถูกร้อมรอบด้วยคนที่รู้จักฉันจริงๆ”


ข้อดีของความเศร้าจากการจากมาและจากไปในวง Paramore คือการที่สมาชิกเปลี่ยน ซาวน์ของวงก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม 12 ปีจากอัลบั้มแรกของพวกเขา ทางวงยังคงดำเนินต่อไป และยิ่งไปกว่านั้นยังคงเกาะกลุ่มกันได้
เฮย์ลีย์ลุ่มหลงกับ Talking Heads และมันแสดงออกมาได้มีลูกเล่นผ่านทำนองที่โลดแล่นของ After Laughter มันต่างไปจากริฟกีตาร์ดุดันในช่วงก่อตั้งวง ในส่วนใหญ่มาจากการที่เทย์เลอร์มาแทนตำแหน่งของจอชในฐานะนักแต่งเพลง และเขายังส่งต่อความรักที่มีต่อแนวเพลง New Wave และ R&B ซึ่งตอนนี้พวกเขามีอิสระที่จะได้ค้นหา

“ตอนที่ผมเริ่มแต่งเพลง” เทย์เลอร์บอก “ผมส่งทำนองพวกเนี้ยให้เฮย์ลีย์ เป็นกีตาร์ริฟหลายแทร็คมาก เหมือนๆกันไปหมด ทุกๆครั้งที่เล่นให้เธอ เธอจะบอกว่า ‘เจ๋งดี แต่มีไอเดียอื่นมั้ย?’ สิ่งเดียวที่ผมมีให้เธอคือเพลง Ain’t It Fun ผมเอาลำโพงขนาดเล็กและตั้งมันบนขวดน้ำให้สูงพอ เป็นเสียงกลองและมาริมบา ผมคิดว่าไม่มีทางที่มันจะเป็นเพลงของเราแน่ๆ แต่เธอเบิกตากว้างมากตอนนั้น และนั่นคือจุดเปลี่ยน”

Ain’t It Fun เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากวัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ เป็นเพลงหลักในอัลบั้ม self-titled เมื่อปี 2013 และเป็นเพลงฮิตที่สุดจนถึงปัจจุบัน เหมือนอัลบั้มที่ผ่านมา ได้แพลตินัม ได้รับคำวิจารณ์ที่ดี เพลงประสบความสำเร็จ คอรัสที่น่าจดจำ (ต่างกับเพลงที่ซุปเปอร์โปรดิวเซอร์ Max Martin แต่ง) และเฮย์ลีย์ กับเทย์เลอร์ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ศิลปินสมัยนี้ใช้เพื่อให้ตัวเองเป็นที่จดจำ ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจทันทีถึงการก่อตั้งใหม่ของวง Paramore อะไรก็ตามที่เป็นรวมความเป็นร็อคจะถูกแทนที่ในวิทยุเมนสตรีมในยุคสมัยที่ศิลปินต้องเป็นตัวการ์ตูน เช่น Katy Perry และ Nicki Minaj
ก่อนที่ทางค่ายจะปล่อยเพลง Ain’t It Fun พวกเขาปล่อยเพลงแบบเดียวกัน ซาวน์ลูกโป่งอย่างเพลง Still Into You เพื่อโยนเหรียญถามทาง ที่ Z100 หนึ่งในคลื่นเพลงป๊อปที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ บอกพวกเขาว่าทางคลื่นไม่สามารถเล่นเพลงที่มีเสียงกีตาร์ได้

หลายเดือนต่อมา Still Into You และ Ain’t It Fun ได้รับกระแสตอบรับแรงมาก ในท่อนฮุคที่อ่อนโยนน่าจดจำ และได้ขึ้นชาร์ต Top 40 ในที่สุดก็มีเสียงกีตาร์โผล่มาบนคลื่นวิทยุเพลงป๊อปอีกครั้ง ในปี 2015 Ain’t It Fun ทำให้ Paramore ได้รางวัล Grammy ครั้งแรก และทำให้เฮย์ลีย์เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัล “Best Rock Song” ต่อจาก Alanis Morissette 16 ปีก่อนหน้า
Paramore ปรับเปลี่ยน ซาวน์ที่นุ่มลง กลายเป็นตัวเบิกทาง


วันนี้ Paramore อาจจะอยู่ในจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของวงแล้ว ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยู่รอดมาได้จากยุค pop punk และผันตัวมาเป็นวงที่เติบโต แต่เพราะโลกทั้งใบต่างหากที่หมุนมาชอบในสิ่งที่ Paramore รังสรรค์ ศิลปินจากนักร้องคนทรี่ ไปจนถึงแรปเปอร์ ก็ต้องยิมรับให้กับป๊อปพังค์ (ศิลปินคันทรี่ Tucker Beathard พึ่งให้สัมภาษณ์กับทาง Pitchfork ว่าไม่ใช่ Brad Paisley ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขามาเป็นศิลปิน แต่การได้เห็น Paramore แสดงสดตอนอายุ 14 ต่างหาก)  แรปเปอร์ที่เป็นที่พูดถึง Lil Uzi อัดวิดิโอของตัวเองร้องเพลง Ain’t It Fun และมิกซ์เพลงเข้ากับเพลงฮิปฮอป  “XO TOUR Llif3.” “Paramore ทำให้เทสต์ในดนตรีของผมกว้างขึ้น” Uzi กล่าว “พวกเขาเหมือนเด็กที่มีรสนิยมที่เติบโตขึ้น โคตรจะเจ๋ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมยังฟังพวกเขาอยู่”

และตอนนี้ อัลบั้ม After Laughter อัลบั้มใหม่ของ Paramore เป็นอัลบั้มที่ไม่มีอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลไปมากกว่านี้แล้ว เป็นอัลบั้มที่อาจจะเรียกว่าดีที่สุดในวงการดนตรีของ Paramore เลยก็ได้ เนื้อเพลงที่ลุ่มลึกอย่างที่เคยเป็นมา และบรรยากาศที่อ่อนเบาในเสียงของเครื่องดนตรี เข้ากับความแข็งแกร่งของเฮย์ลีย์อย่างลงตัว เธอไม่เคยมีเสียงที่ชัดเจนและสบายหูแบบนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าจะร้องเกี่ยวกับความเจ็บปวดก็ตาม มันไม่ได้แย่เหมือนวันที่เลวร้ายที่สุดที่เธอลุกจากเตียงไม่ได้และไม่อยากเขียนเพลง และเมื่อตะวันลับฟ้า เธอจะรู้สึกโอเคอีกครั้ง เธอและหนุ่มๆปล่อยอัลบั้มที่ทุกคนร้องตามได้


หลังจากมื้อกลางวัน เฮย์ลีย์เดินทางกลับบ้าน เรามาเจอกันกับทุกคนที่เหลื่อในวงที่บ้านของแซคที่อบอุ่นทางตอนใต้ของแนชวิลล์ เพื่อทานทาโก้และโยนโบล์ว แต่ก็มีเรื่องนิดหน่อยก่อนที่ผมจะไปถึง ผมขับรถไปพบผู้จัดการของวง Paramore เธออาสาไปส่ง แต่ก่อนที่เราจะจอดรถ เธอบอกว่าเฮย์ลีย์ไม่ค่อยพอใจกับคำถามบางข้อที่เราคุยกันเมื่อช่วงบ่าย เมื่อผมถามว่าพาร์ทไหนที่ทำให้เธอไม่สบายใจ ก็ได้รับคำแนะนำมาบางข้อ

เมื่อเราเดินเข้าไปเพื่อแฮงเอาท์กับเฮย์ลีย์และคนอื่นๆ ผมรู้สึกหนาวขึ้นมาทันที เฮย์ลีย์สุภาพและเงียบมาก เธอใส่แว่นตาตลอด ผมทำตัวไม่ถูก เราแทบไม่มองหน้ากัน พอเรานั่งลง ผมมีความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่ในโรงอาหารไฮสคูล ซึ่งไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ อยู่กับเพื่อนที่โกรธผมอยู่ โดยที่ไม่พยายามบอกว่าโกรธเรื่องอะไร ผมทำวุ่นกับโทรศัพท์ตัวเอง แล้วก็เห็นทวิตเตอร์ที่ของเธอที่พึ่งทวีตว่า “just enjoy the damn music. (ก็แค่ฟังเพลงให้มีความสุขแค่นั้นแหละ)”

อาจจะเข้าใจผิด ผมถามผู้จัดการของเธอว่าจะคุยกับเธอได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น และผมไปรอหน้าบ้านของแซคเพื่อเคลียร์ทุกอย่างและรอคำตอบ เฮย์ลีย์ออกมาด้วยพลังงานที่ดี เรานั่งลงบนพื้นประตูเมื่อฟ้าเริ่มกลายเป็นสีเทาดำ

เธอบอกผมว่าหลังจากที่เราคุยกัน เธอมีอาการแพนิคในรถ เธอขอโทษออกมาหลายครั้งเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น และบอกว่าเธอเหมือนโดนกระตุ้นเมื่อมีคนถามถึงการฟ้องร้องระหว่างเธอกับอดีตสมาชิก ด้วยทางกฎหมายทำให้เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะพูดหรือไม่ควรจะพูดอะไร และมันทำให้เธอหน่าย และเครียด เพราะเรื่องที่ออกมาเกี่ยวกับวง ไม่ได้โฟกัสที่งานเพลง แต่โฟกัสที่ดราม่า ก็ถูกครับ ผมพยายามที่จะขุด และเธอเองยอมรับว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น แต่เธอไม่สามารถอธิบายได้ และเธอยังไม่รู้ว่าจะพูดยังไง

ผมยอมให้เธอปล่อยมันผ่านไป บอกเธอว่าผมจะเขียนเรื่องราวใหม่ของ Paramore และนั่นคงจะดีถ้าเธอให้มุมมองของเธอออกมาอย่างเต็มที่ ไอเดียนี้เซอร์ไพรส์ผมมาก เพราะเธอสนใจทันที เธอเข้ามากอดและเราก็ไปโยนโบล์วกันท่ามกลางแสงนีออนที่ไม่ต่างจากสีตกแต่งปี 1980

แซคซื้อเบียร์มา และเฮย์ลีย์ก็ดีกับผมมาก เธอพยายามให้กำลังใจแม้ว่าผมจะโยนล้างท่อตลอด มีคนทั่วไปจำสมาชิกในวงได้ เลยเปิดเพลงของพวกเขาออกอากาศ และเฮย์ลีย์กระโดดไปมา หยิบลูกโบล์วสีชมพูดที่แมตช์กับแว่นของเธอ (ยังคงใส่แม้จะสามทุ่มครึ่งก็ตาม) เธอโยนมันไปตรงๆสุดแรง ขณะที่ลูกของเฮย์ลีย์ทำแต้มได้ดี แต่ของผมห่วยสุดๆ หลังจากที่ผมเป็นมือโหล่ล้างท่อในเกม เธอมาแสดงความยินดีกับผมเหมือนว่าผมชนะ ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกว่าเป็นเด็กป๊อปในคลาสยิม หรือเป็นพวกโหลยโท่ยที่ถูกผลักมาตรงกลางเพื่อให้กำลังใจ




คืนต่อมา เฮย์ลีย์มารับผมด้วยรถ Fiat และเราขับกันไปที่โรงแรมบูติก ที่มีบาร์กว้างขวางในแนชวิลล์ ผมเห็นว่าสมูตตี้ที่ผมซื้อให้เธอเหลือครึ่งแก้วยังคงคาอยู่ในรถของเธอ ตอนนี้เป็นสีน้ำตาล และมีกลิ่นเหม็น “เห็นมั้ยล่ะ ว่าฉันสกปรกขนาดไหน” เธอบอก
ที่บาร์ผมบอกเธอว่าผมตกใจขนาดไหนที่สิ่งที่ผมบอกเธอไปจะทำให้เธอถูกใจขนาดนี้ “ฉันเริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เราคุยกัน” เธอบอก “และสิ่งที่ฉันพบเจอผ่านมา เหมือนกับว่า ฉันยังไม่จบ… กับอัลบั้มนี้ และฉันแก่ขึ้นด้วย ถ้าฉันจะขึ้นไปขับ BMX ตอนนี้ แม้จะรู้ทางก็อาจจะเจ็บตัว มันต่างไปจากตอนอายุสิบขวบ ที่ขี่ไปให้เร็วและรุนแรงกับผู้ชายที่ในระแวกบ้าน”

เธอบอกว่าหลายปีที่ผ่านมา เธอระวังคำพูดมากเกี่ยวกับการพูดถึงตัวเอง และวงของเธอ เพราะในบางครั้ง การสูญเสียมิตรภาพก็มาจากข่าวซุบซิบในหน้าหนังสือพิมพ์ ผมถามถึงทวีตที่เธอส่งออกไป (just enjoying the damn music) เกี่ยวกับบทสัมภาษณ์มั้ย เธอบอกว่าไม่เกี่ยว เธอบอกว่านั้นเกี่ยวกับการที่แฝนเพลงส่งข้อความมาเป็นหางว่าวเกี่ยวกับยอดเซลล์ในสัปดาห์แรก
เธอบอกว่าเธอหน่ายกับมุมมองของการตลาดในวงการดนตรีจนก่อนที่อัลบั้มจะปล่อย เธอยังเคยพยายามจะคุยเรื่องสัญญาใหม่กับ Atlantic เพื่อให้เธอไม่จำเป็นต้องเขียนเพลงเยอะๆ “ฉันไม่อยากให้เรื่องสัญญามาอยู่ในหัวฉันอีกแล้ว และฉันอยากจะเลิกเรื่องธุรกิจทั้งหมด” เธอบอก Atlantic คงไม่สนใจ

ในมุมมองของเธอ ทั้งหมดที่เธอต้องการคือเพื่อนที่ทำดนตรีด้วยกัน “ฉันเป็นแค่เด็ก ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในบางสิ่ง พอฉันได้เซ็นสัญญา ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมาก” เธอบอก “ถ้าพ่อของฉันนั่งตรงนี้ข้างๆ เขาคงเล่าทุกเรื่องเกี่ยวกับฉันที่วาดรูปตัวฉันเองกับเพื่อนสี่คนที่ไม่มีหน้ากำลังเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ นั่นแหละเป็นเหตุผลที่เวลาฉันเห็นเด็กที่มาดูการแสดง เหมือนพวกเขาร้องไห้เพราะเขาอยู่ในที่ๆทุกคนเข้าใจ ฉันร้องไห้บนเวที แต่ก็ต้องพยายามซ่อนไว้ เพราะมันน่าอาย แต่ฉันเข้าใจมันดี ความรู้สึกที่ต้องการหาที่ที่เป็นของเรา และนี่คือที่ของฉัน ที่ที่เป็นตัวฉัน”


แล้วเราก็มาถึงทางตัน เธอบอกว่าสิบปีที่ผ่านมาในสายตาสาธารณะ มีบางอย่างที่ไม่ได้พูดออกไป “ฉันติดค้างอะไรคนอื่นมั้ย” เธอถามสองสามครั้ง และเธอมั่นใจว่านอกเหนือจากอุปสรรคที่เธอเผชิญ เธอต้องการให้โลกรู้ว่ามันมีความสุขมากมายกับการได้อยู่กับวงในตอนนี้ “ไม่มีอะไรที่ฉันอยากจะพูดเกี่ยวกับอัลบั้มแล้ว ที่ฉันยังไม่ได้พูดไป” เธอบอก “และนั่นแหละเป็นเหตุผลที่ฉันต้องขอบคุณดนตรี เพราะมันทำให้ฉันได้ปลดปล่อยตัวเอง ซึ่งฉันเองไม่รู้จะปลดปล่อยมันทางไหน” เราคุยกันต่ออีกพักจนจบบทสนทนา โดยที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เธอบอกว่าเธออาจจะไม่ให้สัมภาษณ์ไปอีกสักพัก โดยเฉพาะถ้าไม่มีเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ

เฮย์ลีย์อาสาจะขับรถไปส่งผมที่โรงแรม และระหว่างทางเธอเปิดเพลงเดโม่ “Forgiveness” จากอัลบั้ม After Laughter ให้ผมฟังเพราะผมบอกเธอว่าผมชอบเพลงนี้ที่สุด เราเริ่มฮัมไปพร้อมๆกัน มันเป็นเพลงเกี่ยวกับความลำบากในการแสดงความให้อภัย แต่ในเวลานั้น มันสนุกมาก บางที คุณไม่ต่างไปจากตัวเองตอนอายุ 15 นิ่งๆแต่ดุดัน และอ่อนไหวง่าย แต่ใกล้เคียงมากกับการที่จะร้องไห้อยู่บนรถ เธอบอกผมว่าผมมีเสียงที่ดี แต่ผมบอกไม่ได้จริงๆ ว่าเธอแค่พยายามทำให้ผมรู้สึกดี หรือเธอคิดแบบนั้นจริงๆ

ขอบคุณเนื้อหาจาก Alex Frank
ภาพโดย Jason Nocito

0 0 vote
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x