Hayley Williams กับเรื่องสุขภาพจิต: ฉันไม่ได้หัวเราะมานานแล้ว

จากซิงเกิลเพลงล่าสุดของ Paramore “Rose-Colored Boy” ที่ให้มุมมองกับสังคมเกี่ยวกับความคาดหวังในการมีความสุข – ความกดดันที่ทำให้ความเศร้าเป็นเรื่องน่าอาย ซึ่ง Hayley Williams อธิบายมันว่าเป็น “ค็อกเทลยาพิษ”
ทาง PAPER ได้ลงบทความทางความคิดของ Hayley เกี่ยวกับสุขภาพจิต และความเศร้าเมื่อครั้งชีวิตของเธอเคยจมดิ่ง

ฉันลงบทความนี้ช้ามาก ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เวลามีคนมาถามให้ฉันเขียนอะไรให้สักอย่างเป็นบทความ ฉันจะมีคำถามแรกก่อนเสมอว่า “คุณต้องการมันจริงๆน่ะ เมื่อไหร่?” ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบงานเขียนนะ แต่งานแบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกแปลก และกังวลเป็นพิเศษ มันเกิดขึ้นทุกๆวินาที เหมือนคำพูดพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วของฉัน แน่นอน ฉันคิดว่าฉันเป็นนักเขียนที่ดี แต่ไม่ใช่ว่าฉันคือ Sylvia Plath!
นี่ฉันกำลังกังวลเรื่องอะไร? ผู้คนจะได้เห็น ได้อ่านมัน และถ้าฉันโชคดี ฉันอาจจะได้อะไรจากมัน

ไม่สิ ถ้าฉันซื่อสัตย์กับตัวเอง ในหัวของฉัน มันจะต้องเป็นแบบนี้:
ผู้คนจะได้เห็น ได้อ่านมัน และถ้าพวกเขาไม่ได้อะไรจากมันเลย บางทีมันอาจจะแสดงให้เห็นว่าฉัน ไม่มีค่าเลยก็เป็นได้ 

มาคุยเรื่องอื่นดีกว่า มาคุยกันเรื่อง After Laughter

ในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ฉันเข้าพิธีหมั้น ผมเหลืองอายุ 26 ปี มีรางวัล Grammy วางอยู่เคาเตอร์ห้องครัว และกล่องกระจัดกระจายไปทั่วจากการย้ายจาก LA กลับมาที่ Nashville หลังจากหลายปีที่ประหลาดๆ ฉันกำลังจะแต่งงานในเดือนกันยายน ใช้ชีวิตช้าๆลง ปลุกต้นไม้ จะมีลูก ทำอัลบั้มใหม่อีก ทุกๆอย่างกำลังไปได้ด้วยดี และกำลังจะจบแบบสมบ- โอ้

ว้าว

เมื่อกี้ไปอ้วกมานะ

จินตนาการว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เต้นอยู่ และส่ายเอวไปตามทางเดินอย่างเสียงดัง ใส่ชุดสีสันสดใส ปิดตา หัวเราะ และ ที่ความสูง 30 เมตรเหนือเธอ มีใครบางคนผลักเปียโนออกมาจากหน้าต่างอพาทเมนต์ แล้วไม่รู้จะไปทางไหนดี นอกจากตกลงมาตรงๆใส่เด็กคนนั้น ก็นะ ฉันคือเด็กผู้หญิงคนนั้นแหละ

Taylor York และฉันควรจะเรื่องเขียนเพลงสำหรับอัลบั้มที่ห้าของเรา และฉันจำได้มานานมาก ว่าตอนแรกนั้น ฉันอยากจะส่งไอเดียให้เค้า ฉันแทบร้องไห้ที่ได้เห็นเนื้อเพลงในมือถือในวันอื่นหลังจากนั้น:

“Sanity, why must you make a fool of me/ You been a friend to me, now I think we’re enemies/ When I fall on my knees I hear you laughing/ When I call on your name, you don’t come.”

“จิตใจเอย ทำไมต้องมาเล่นตลกใส่กัน/ เธอเคยเป็นเพื่อนของฉัน ตอนนี้เรากลายเป็นอื่น/ พอฉันล้มลง เธอกลับหัวเราะ/ พอฉันเรียกหาเธอ เธอไม่สนใจ”

เราไม่ได้ทำเพลงนี้ต่อ แต่มันเป็นท่อนเพลงที่วนเวียนในจิตใต้สำนึกของฉัน ที่บอกฉันว่า ฉันไม่โอเคว่ะ ฉันไปต่อไม่ได้หลังจากที่เปียโนหลังนั้นตกลงมาใส่ฉัน

ฉันตื่นขึ้นมาจากมรสุมร้ายนั้น และเพื่อนร่วมวงก็ลดลงไปอีกหนึ่งคน… สู้กันเพื่อเงิน และใครเป็นเจ้าของเพลงไหน บลาๆ และฉันมีแหวนหมั้นที่สวมอยู่ ทั้งๆที่เกือบจะยกเลิกงานหมั้นไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ หลายๆอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ตอนนั้นฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่ได้หัวเราะ… มานานมาก ฉันยังลังเลอยู่ ว่าจะเรียกมันว่าโรคซึมเศร้ามั้ย มากไปกว่านั้น ผู้คนชอบมากที่เอามันไปทำเป็นหัวข่าว เหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องประหลาด และน่าสนใจ และเหมาะแก่การคลิก นักบำบัดก็สนใจ อาการซึมเศร้าช่างทรมาน

เราเขียนเพลง เขียนเพลง และฉันไม่เคยถูกใจเลย เวลาเอามันไปใส่ในดนตรีที่ Taylor ส่งมาให้ ของเค้าก็ดีนะ ให้แรงบันดาลใจ ส่วนเนื้อเพลงของฉันให้ความรู้สึกเหมือนคนใกล้ตาย ฉันไม่รู้จักคนที่อยู่เบื้องหลังเนื้อเพลงพวกนี้ นั่นคงเป็นเพราะฉันไม่เคยเปิดให้ตัวตนของเธอได้ออกมาพูดเท่าไหร่ ว่าเธอรู้สึกยังไง ฉันไม่สนใจที่จะทำความรู้จักกับเธอ
เป็นไปได้ยังไงที่ริมฝีกปากเดียวกันกับคนที่พูดว่า “รับค่ะ” (ในงานแต่ง) คือริมฝีปากเดียวกันกับคนที่ร้อง “You want forgiveness but I can’t give you that.” (Forgiveness) หรือเป็นคนเดียวกับคนที่พยายามเขียนเนื้อเพลงทำนอง “I don’t need no help, I can sabotage me by myself.” (Caught In the Middle)

แต่การเขียนนี่แหละที่ทำให้ฉันยังมีชีวิตอยู่ บังคับให้ฉันต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ทำให้ฉันใส่ใจกับสุขภาพจิตของ Taylor ทำให้ฉันเข้าใจว่าสุขภาพจิตกับสุขภาพกายเนี่ย มันเชื่อมโยงกันจริงๆ ทำให้ฉันตระหนักว่า ฉันไม่ควรแต่งงานกับแฟนเก่า และความรัก ไม่ใช่สิ่งที่เราจะสกัดออกมาได้จากตัวบุคคล
การเขียนเปิดใจของฉันให้ได้รับการเยียวยา เพราะ Zac Farro ปล่อยพลังงานมาให้ฉัน และ Taylor ทำให้เค้ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ตอนนี้ทุกๆคืนที่ออกทัวร์ ฉันมองไปรอบๆ และได้เห็นน้องชายของฉันกลับมาที่กลองตัวเดิม ไม่มีแล้วการปฎิเสธกัน ไม่มีอีกแล้วกับการเดินข้ามถนนเหมือนหญิงแก่ในการ์ตูน ที่ไม่สนใจว่าเธอลากอะไรไปตามถนน ทั้งๆที่เธอไม่น่าจะข้ามถนนได้สุดทาง

นี่คือสิ่งที่ฉันเรียกว่า “ชีวิตหลังการหัวเราะ” ย่อสั้นๆจาก After Laughter มันอาจจะฟังดูทื่อๆ แต่มันช่วยให้ฉันจดจำเวลาเหล่านั้นที่เปลี่ยนแปลงชีวิต เหมือนดาวเสาร์ที่วนกลับมา ซึ่งฉันเห็นการวนเวียนการใช้ชีวิตของเพื่อนฝูงเหมือนกัน อยู่กับปัจจุบัน มีสติ มีความอ่อนโยน ต่อจากนี้ฉันอยู่เพื่อความเจ็บ และความสุขอดีตที่ฉันเคยหัวเราะก็จะไม่ลืม อย่างที่แม่เคยบอก

คนที่มาครอบครองร่างของฉัน และส่งจิตของฉันออกไปจากร่างไม่กี่วินาที เมื่อสองปีที่ผ่านมา ฉันก็เคยอยากตาย

นี่แหละ บทความของฉัน ฉันอาจจะดูเป็นคนโง่ๆในสายตาของหลายๆคนที่ไม่รู้จักฉันจาก Adam
ใครคือ Adam? เค้าเกี่ยวข้องกับ After Laughter มั้ย?

แต่นี่คือสิ่งที่จะบอก: เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา ฉันกลัวว่าฉันจะเขียนไม่พอ สิ่งที่ฉันทำได้คือการเขียนในสิ่งที่ฉันสนใจ
ฉะนั้นการแสดงออกคือการมีชีวิตรอด คุณจะทำยังไงก็็ได้ตามใจคุณ จะเขียน วาด สร้างขึ้นมาด้วยมือของคุณ จะบอกรักใครสักคน จะออกไปขับรถ ปรับกระจกรถลง และตะโกนว่า “ชีวิตกูเหี้ยเหลือเกิน!” หรือ “มึงจะไปรู้อะไร? กูสบายดีโว้ยย!”

นี่คือสิ่งที่น่าจะลองทำดู ถ้าร้องไห้ กับเต้นสุดเหวี่ยง ไม่ช่วยให้คุณอาการดีขึ้น

และ คุณบอกไม่ได้แล้วนะ ว่าบทความฉันไม่ช่วยอะไรเลย อย่างน้อยมันก็ช่วยนิดหน่อย… ฉะนั้นฉันไม่ใช่คนไร้ค่า

Source: PAPERMAG

 

0 0 vote
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x