Paramore x Singapore 2018 รีวิวฉบับแฟนคนไทย

เป็นเวลาเจ็ดปีได้ ที่คนสิงคโปร์ได้ชมการแสดงสดของ Paramore ครั้งล่าสุด ในปี 2011
ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้ายที่ Paramore ประกาศเลื่อนโชว์ปีนี้ของมะนิลา และจาการ์ตาออกไปเป็นช่วงสิงหา เพราะจริงๆแล้ว สิงคโปร์เองก็ไม่ได้อยู่ในแพลนมาตั้งแต่แรก

ผมเองในฐานะแฟนเพลงคนนึง พอรู้ว่าทางวงจะเก็บตกทัวร์เอเชียโดยมีสิงคโปร์รวมอยู่ด้วย เลยไม่รีรอ กะวันซื้อตั๋ว และจองตั๋วบินไปชม
จริงๆจะไปอินโด หรือฟิลิปปินส์ก็ได้ แต่ก็เลือกที่จะไปสิงคโปร์ เพราะแวะไปหลายครั้ง รู้สึกชินกับการคมนาคมของที่นี่มากกว่า ยังไงจะขออาสาพาไปรีวิวประสบการณ์ครั้งนี้กันครับ

ที่สิงคโปร์ ปกติคอนเสิร์ตและโชว์ส่วนใหญ่จะจัดโดยโปรโมเตอร์อยู่ไม่กี่เจ้า ซึ่งครั้งนี้ก็เป็น LAMC productions โดยระบบ ticketmaster เป็นของ SISTIC
ถือว่าเป็นระบบที่ดี วิธีการจองตั๋ว รับตั๋วค่อนข้างเป็นระบบชัดเจน ผมจองเป็น early bird + priority entry ครับ
วันที่ไปรับก็ไปรับที่สนามบิน เพราะ SISTIC นั้นมี Agent อยู่ทั่วสิงคโปร์ สะดวกที่ไหน ไปที่นั่นได้ครับ

ด้วยความที่สิงคโปร์ไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ เพราะฉะนั้นการเดินทางไปที่ต่างๆสะดวกมาก ผมพักอยู่ China Town แค่นั่ง metro ไปออกสถานี Jurong East และเดินต่ออีกนิด ก็ถึง Zepp Big Box สถานที่จัดงานแล้ว แต่จาก China Town ก็ถือว่าห่างจากงานพอสมควร แต่ระบบขนส่งเค้าดีจริงๆครับ ตรงเวลา และไม่พังระหว่างใช้งาน (นี่ไม่ได้พาดพิงใครนะ)

เพราะว่าครั้งนี้เป็นการไปดูคอนเสิร์ตครั้งแรกที่สิงคโปร์ของผม ผมเองก็ทำการบ้านมาพอสมควร แฟนๆชาวสิงคโปร์มีความติ่งค่อนข้างหนัก อาจจะไม่หนักเท่า ฟิลิปปินส์ แต่ก็หนักในระดับที่เหนือคนไทยแน่นอน ผมเคยเช็คก่อนจะมา ประมาณเที่ยงๆ จะเริ่มมีแฟนเพลงมารอคิวหน้างานแล้ว ทั้งๆที่ประตูเปิดสองทุ่ม
แต่คอนครั้งนี้ แปลกไปกว่าเดิม มีคนมารอตั้งแต่สิบโมง หนักกว่านั้น บางคนนอนที่งานครับ
ผมเองก็ชอบ front row ไม่ว่าจะจองตั๋วงานไหน ก็จะพยายามไปแถวหน้า ข้อดีของการได้อยู่แถวหน้าคือเราไม่โดนใครบัง เราโยกได้ตามใจ ไม่ต้องแคร์ใคร แต่ด้วยความที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา เราเตรียมตัวได้แค่นี้ ก็ต้องทำใจ
พอมาถึงก็เป็นไปตามคาด คนเยอะมาก แต่มีการแบ่งแถวออกเป็นสองเลน standard และ priority

ผมเดินทางมาถึง 11 โมง คนก็เยอะพอสมควร พอสมควรที่จะทำให้ผมไม่ได้ยืนแถวหน้า
ด้วยความที่ตั๋ว priority lane คือ เราจะได้เข้างานก่อนตั๋ว standard lane หนึ่งชั่วโมง แต่ก็แลกมาด้วยเงินที่แพงกว่า
จากนั้น เราก็นั่งรอเป็นเวลาเจ็ดชม.ได้ ระหว่างนั้นผมก็ทำความรู้จักกับคนข้างๆเอาไว้ เพราะลูกเพจยังไม่มา ไม่มีคนเซฟที่ให้ และสถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลงๆ เพราะพอคนเริ่มทะยอยมาเยอะๆขึ้น เราก็โดนเบียดลงมา มีคนมาแทรก เพราะเค้าจองที่ให้เพื่อน และบางทีก็มากันเป็นแก๊งค์ ก็ต้องทำใจ
ประทังชีวิตด้วยแมคและนั่งปวดหลังไปเรื่อยๆ พอสักสามโมงไฟหน้างานก็เปิด front desk งาน merch ก็เริ่มมาตั้งเป็นเรื่องเป็นราว

แต่จริงๆ merch ของ Paramore ผมไม่แนะนำให้ซื้อเก็บ ถ้าจะเก็บ เก็บพวกไวนิล ซีดี เทป ดีกว่าครับ นอกจากะเป็นเสื้อที่โคกับ UNIF ถือว่าเนื้อผ้าดี น่าใส่ ถ้า Gildan ผมก็ขอผ่าน เพราะพังง่ายมาก แต่อันนี้ก็ความชอบส่วนตัวนะ

ส่วนผังด้านล่าง คือผังงานเพื่อให้เข้าใจแบบคร่าวๆ

พอใกล้ๆหกโมงก็มีพนักงานเดินเก็บตั๋วแล้วแจก wrist band สำหรับคนซื้อตั๋ว priority เพื่อเป็นวิธีการตรวจเวลาเข้าด้านใน
แต่กลับกลายเป็นว่า ที่นี่ มีความไม่เป็นระบบในการตรวจตั๋วมาก มากกว่าบ้านเราเสียอีก คนปนกันทั้ง standard และ priority แล้วไม่มีการแยกให้แต่อย่างใด
งานที่นี่ ประตูเปิด ให้เราเข้าไปเพื่อรอ security check ในฮอล์อีกรอบ พอประตูเปิดหกโมง ทุกคนก็วิ่งกันเข้าไปในแผง เหมือนปล่อยควายวิ่ง ผมเองก็วิ่ง วิ่งกันจนหอบ เพื่อที่่จะไปใกล้ด้าน security ให้ได้ใกล้ที่สุด ถือเป็นประสบการณ์ที่แย่พอสมควร

เรายืนอยู่ชม.นึงได้ตอนทุ่มกว่าๆ ถึงจะได้ผ่านเข้า security ซึ่งไม่ได้ตรวจอะไรผมเลย เพราะทุกคนวิ่งๆๆ เข้างาน หละหลวมมากๆ
อันนี้ถือว่าระบบการจัดการของ LAMC ไม่ผ่านอย่างแรง ทั้งๆที่ไม่ใช่มือใหม่ จัดงานคอนแบบนี้มานาน แต่ครั้งนี้ก็ยังพลาดครับ
และที่ตกใจคือ back drop งานทำจากไวนิล และมีผืนเดียว คือประหยัดไปไหน ทำเซ็ตบูทซักเซ็ตยังพอว่า แต่บัตรสตาฟนี่สวยมากเลยครับ all access เป็นแบบหน้าใหญ่สีสวย ส่วน back drop อันนี้คือเอาไวนิลแผ่นเล็กมาหนีบกับราวตากผ้า ไม่ถ่ายมา เพราะเปลืองพื้นที่มือถือมากครับ แอบเซ็ง หักคะแนนครับ

พอได้เข้าไปหน้าเวที เราก็ชวดแถวหน้าไปแล้วครับ อยู่ห้าหกได้ คนเยอะมากๆ
ก็ยืนรออีกชม.นึง ก็มีผญ.ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเจ้าของหรือเป็นหนึ่งใน promoter มาประกาศความสำเร็จของโชว์นี้ที่คนมาล้นทะลัก และมาประกาศขายตั๋วลดราคาของ Mike Shinoda และ Chance the Rapper เพราะสามงานนี้เล่นติดกันสามวันพร้อม Paramore ใครถือตั๋ว Paramore ลด 20 เปอร์เซ็น ก็พอเข้าใจได้ครับ เพราะเค้าอยากให้คนมาเยอะๆ ไม่อยากให้ศิลปินผิดหวัง และงานจัดติดกันแบบนี้ คนก็คิดหนักครับ

เอาละ พอเรื่องน้ำ เรามาดูเนื้อบ้าง เป็นไปตามคาด หลังจากที่ยืนเมื่อยมานาน Paramore ก็ออกมาเล่นให้เราให้ชมกัน
วิดิโอที่ผมถ่ายอาจจะไม่ปะติดปะต่อ เพราะผมไม่ชอบถ่ายวิดิโอตอนดูคอนเสิร์ตครับ กลัวไม่ได้อรรถรส
ส่วนเซ็ทลิสต์ก็อย่างที่บอกไปในเฟสบุ๊ค Paramore เปิดโชว์ด้วยเพลง Grudges ซึ่งก็ดูเหมาะสม เพราะจังหวะดิ๊งๆด่องๆของเพลง ทำให้คนดูตื่น และหายเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง รวมทั้งจริงๆมันเหมือนเป็นการต้อนรับการกลับมาของ Zac ด้วยไปในเวลาเดียวกัน

เฮย์ลีย์ที่ออกมาพร้อมแจ็คเก็ทสีส้ม เสื้อยืด Talking Heads ขาวเขียว พร้อมขาสั้นสีแดงแนบเนื้อ น่องม่วง บูทเหลือง กระโดดโลดเต้นเล่นกายกรรม เหมือนเธอเอาพลังมาส่งต่อให้คนดู

แฟนๆทุกคนร้องตามได้หมด รวมทั้งกระโดดไม่คิดชีวิต กรี๊ดกร๊าดกันทั้งฮอล์ เราเป็น Paramore ก็คงรู้สึกชื่นใจไม่น้อย ก็มีการทักทายเป็นปกติเหมือนทุกๆงานครับ ซึ่งเฮย์ลีย์ก็บอกว่าเป็นเวลากว่าเจ็ดปีกว่าที่เธอจะได้กลับมา แล้วก็ขอบคุณแฟนๆที่มาตามธรรมเนียม หลังจากนั้นก็ตัดคอมโบ Still Into You
เฮย์ลีย์โชว์พลังเสียงได้ดีไม่มีตก แต่ความโก๊ะของเธอก็ยังรักษาระดับไว้ได้ดี โดยการลืมเนื้อเพลง เรียกว่าความน่ารักมาเต็มกับเพลง Still Into You

หลังจากนั้นก็ต่อด้วยเพลง Rose-colored Boy เฮย์ลีย์ถอดแจ๊กเก็ทสีส้มออก คราวนี้เราได้เห็นชุดที่อยากเห็นมาตลอด คือเสื้อยืดโคร่งๆ กับขาสั้น ที่โชว์ความเซ็กซี่ได้ดี เฮย์ลีย์สามารถลงไป squat สวยๆได้ ทำผมละลายล่องลอยไปอีก นอกจากนั้นยังโชว์ความโก๊ะอีกครั้งโดยการสะดุดสายไมค์ตัวเอง
รวมทั้งเพลงนี้แฟนๆในฮอล์บางคนก็เล่นใหญ่ใส่แว่นสีชมพูมาจริงจัง เพลงชวนเต้นโจ๊ะๆมาก ไม่ผิดหวังครับ

หลังจากนั้น Paramore ก็เล่นเพลงอมตะจากอัลบั้ม Riot! เพลง That’s What You Get และ CrushCrushCrush เอาใจสายกระโดด และสายโยกเต็มเสต็ป เรียกว่าไม่หอบก็บ้าแล้ว ถึงตอนนั้น เราก็เหงื่อแตก เพราะว่าเราโยกทุกเพลง โดยเฉพาะ CrushCrushCrush ที่จังหวะโยกชัดเจนมาก และทุกคนตะโกนร้อง แหกปาก แต่แอบไม่ได้ยินกีตาร์ของ CrushCrushCrush เพราะเสียงกลองกลบ ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่หยวนครับ เพราะมันส์มาก

มาถึงเพลงที่ผมรอคอย เพลง Fake Happy ปาดัปปาดัปปับปับ ไม่รู้ว่าคนอื่นโยกยังไง แต่ผมโยกตามจังหวะ สนุกมาก ไม่แคร์ใครด้วย เพราะเราเป็นชาวต่างชาติ) ความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ของเฮย์ลีย์ยังคงไม่ลดลง ถึงแม้ว่าเพลงจะเศร้า จนนึกว่าเฮย์ลีย์จะร้องไห้ แต่ยังก็เต้น เข้าเสต็ปร้องไห้ไปเต้นไปจริงๆ แล้วถึงแม้เหงื่อจะท่วมขนาดไหนเฮย์ลีย์ก็ยังไม่หยุดกระโดด
ต่อด้วย Playing God จากอัลบั้ม Brand New Eyes และ Forgiveness จังหวะเพลงเริ่ม cool down ซึ่งเฮย์ลีย์เริ่มนิ่งอยู่กับแสตนด์ไมค์ แต่เรายังคงเห็น movement ของเธอชัดเจนเหมือนเดิม จากนั้นจู่ๆก็กลับมากระโดดโลดเต้นอีกครั้งกับเพลง Ignorance เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ผมอยากดูสดมากๆ เพราะเฮย์ลีย์หยิบเอาโทรโข่งมาใช้เป็นซาวน์เอฟฟเฟ็ก ก็เป็นความรู้สึกใหม่ๆไปอีกแบบ ยิ่งเล่นพร้อมไฟกระพริบที่ยิ่งทำให้เพลงดูดุดันเพิ่มเข้าไปอีก โยกจนคอจะหลุดแล้ว
ก่อนที่จังหวะเพลงต่อไปจะเริ่มเบา ลง cool down อีกครั้งด้วยเพลง Pool ถือเป็นการสลับอารมณ์ที่ลงตัว

หลังจากเพลง Pool ทางวงก็กลับเข้าหลังเวที พร้อมกับมีการเซ็ทเวทีใหม่ สำหรับเพลง acoustic เพราะถึงเวลาที่ทุกคนจะได้ฟังเสียงเพียวๆของเฮย์ลีย์ และกีตาร์คลอ กับซินท์ เป็นดนตรีเบาๆ

ก่อนจะเริ่มเพลง Passionfruit ของ Drake ซึ่งเฮย์ลีย์ก็บอกแฟนๆว่า ทางวงชอบเพลงนี้ตั้งแต่เริ่มออกทัวร์ AL แรกๆ ถ้าใครที่ตามก็จะรู้ว่าทางวงไปเล่นเพลงนี้ที่ BBC live lounge แฟนๆในฮอล์ทุกคนก็รู้จัก ร้องตามได้หมด บวกกับ medley ของเพลง Hold On We’re Going Home ที่ลงตัวมากขึ้น เหมือนวงไปทำการบ้านมา หลังจากนั้นเฮย์ลีย์ก็คุยเกี่ยวกับเพลงก่อนที่วงจะเป็นที่รู้จักของคนมากมาย แล้วทางวงก็พาย้อนกลับไปใน Brand New Eyes อีกครั้งด้วยเพลง Misguided Ghost แล้วต่อด้วยเพลงที่เราแทบห้วใจสลาย กับเพลง 26 เธอพูดเกี่ยวกับ AL ที่เธอรู้สึกภูมิใจ และขอบคุณแฟนๆที่มาชมคอนเสิร์ต
เพลงนี้มีช่วงที่หยุดพักหายใจ จนเราใจหาย กลัวว่าเฮย์ลีย์จะร้องไห้ แฟนๆทุกคนเปิดแฟลชไลต์มือถือส่องกันหมด ยิ่งทำให้งานสวยขึ้นไปอีกครับ

หลังจากนั้น เวทีก็ถูกเซ็ทใหม่ พร้อมเต้นกันอีกครั้ง โดยกลับมาที่เพลง Caught In The Middle เพื่อเตรียมส่งกลับไปเพลงหนักๆอีกรอบ โดยเฮย์ลีย์โชว์เสต็ปเท้าไฟและมูนวอร์ค ซึ่งเพลงยังคงสไตล์หม่นหมองจังหวะสดใส ตามสไตล์ AL
หลังจากนั้นก็ตบหน้าแฟนเพลงด้วย Idle Worship เป็นเพลงที่ controversial ในเวลาเดียวกัน เพราะผมรู้สึกได้ว่า เฮย์ลีย์ต้องการจะสื่อแบบนั้นจริงๆว่า อย่ายึดติดกับเธอมากเกินไป เรายังโยก และกระโดดอย่างเมามันเมื่อท่อนฮุคมา เพลงนี้เฮย์ลีย์ใส่อารมณ์มากในท่อน verse อยากให้มาเห็นกับตาตัวเองจริงๆ
แล้วก็ตามคาด ตั้งแต่เราฟัง AL มา เราก็รู้ว่าเพลง No Friends เป็นเพลงต่อจาก Idle Worship ซึ่งก็จริง ทางวงจับมายัดต่อกันแบบลงตัว เฮย์ลีย์ปล่อยตัวลงนั่งหน้ากลองของแซค ก่อนจะหงานไปนอนกับเวทีแบบไม่อายใคร พร้อมกลิ้งเกลือกไปทั่วพื้น ไฟแดง ไฟขาว กับเสียงกีตาร์ปนกันอย่างได้อารมณ์

ก่อนจะพาทุกคนกลับมาที่อีกหนึ่งเพลงที่ทำให้ Paramore เป็นที่รู้จัก Misery Business เวลาที่แฟนๆรอคอยก็มาถึงเพราะถึงเวลาที่เฮย์ลีย์จะต้องเลือกแฟนเพลงขึ้นมาร้องท่อน Bridge ก่อนจบเพลงซึ่ง ผมแนะนำ สำหรับใครที่จะไปชม และอยากมีโอกาสขึ้นเวที ให้ใส่เสื้อที่สีต่างจากคนอื่น ไปคอน Paramore เลิกใส่สีดำครับ ใส่เหลือง ใส่อะไรสว่างๆ ที่สปอตไลต์ส่องแล้วคุณจะต้องโดดเด่น ไม่ก็ทำสีผมให้หลุดไปเลยครับ สีผมสว่างๆ เอาโดดๆ มุกป้ายเขียนเลือกฉันเถอะใช้ไม่ได้แล้วครับ เปลี่ยนๆ เผื่อเป็นแนวทางนะครับ ส่วนครั้งนี้ได้หนึ่งหญิง Adora Chole กับผู้ชายอีกคน Iskandar ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ ทุกคนใส่กันเต็มเหนี่ยว ถือเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน

หลังจากนั้นก็ต่อด้วยเพลงที่พา Paramore รับรางวัล Grammy เพลง Ain’t It Fun ซึ่งมีทั้งฮอล์ร้องประสานเสียงได้ดีทีเดียว มาถึงตรงนี้ เรารู้แล้วว่าโชว์ใกล้จะจบ เพราะทางวงเดินกลับเข้าหลังเวทีแล้ว เหลือแค่ Encore แล้ว ผมเองรู้สึกไม่อยากให้โชว์จบ เพราะสนุกมาก อยากเต้น อยากโดดทั้งคืน

หลังจากที่ตะโกนเรียกอยู่พักหนึ่ง ทางวงก็ออกมาอีกครั้ง พร้อมทั้งพูดคุยเล็กน้อย และไม่รีรอลุยต่อด้วยเพลง Told You So เหมือนเวทีถูกปลุกให้ตื่นด้วยไฟอีกครั้ง เฮย์ลีย์ยังคงรักษาเสียงและสเต็ปเต้นได้ไม่มีสะดุด ท่อน bridge เรียกว่าขนลุกทั้งงาน พลังเสียงเด็ดขาดเหมือนเคย
ก่อนที่สปอตไลต์จะถูกส่งไปที่ Zac Farro ขึ้นมาจับไมค์ร้องเพลง All That Love Is ของ Halfnoise พร้อมทั้งเฮย์ลีย์ที่ไปเล่นกลองแทน และช่วยร้องคอรัส
สิ่งที่ผมชอบในตัวแซคคือ เค้าเป็นคนขี้เล่นมากๆ กับประโยค How you doing! ที่จำไม่ลืม คือมันตลกแล้วคนกรี๊ดกันลั่นฮอล์
หลังจากนั้นเฮย์ลีย์ก็เริ่มแนะนำ Touring Members ไม่ว่าจะ Justin, Logan, Joseph, Joey และรวมถึงสมาชิกทั้งสามคนรวมทั้งตัวเอง
มาถึงตรงนี้ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าเฮย์ลีย์เป็นคนที่รักวงของตัวเองมาก และพร้อมจะยอมถอยไปด้านหลังเพื่อให้คนอื่นได้รับความสนใจ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกชอบเธอมากขึ้นไปอีก ก่อนที่จะปิดท้ายโชว์ด้วยวลีเด็ด Singapore, God Love You and WE ARE PARAMORE! พร้อมจบด้วยเพลง Hard Times เต้นกันสุดเหวี่ยง เป็นเหมือนการบอกลากันแบบครื้นเครง เพราะเพลงนี้คือซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม AL แต่ยังคงเป็นเพลงที่เมื่อใครก็ตามที่พูดถึง AL เราจะยังมองเพลงนี้เหมือนเป็นแคแรคเตอร์ของเป็นอัลบั้ม จะเป็นอารมณ์เพลงนี้เสมอ

โชว์ครั้งนี้ผมไม่ผิดหวัง และรู้สึกดีใจมากที่ได้มาดู ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดูที่ประเทศไทย ถ้ามาไทยคงสนุกกว่านี้ไปอีก ผมคงได้มีโอกาสเตรียมตัวมากกว่านี้
Paramore ยังคงเป็นวงที่พัฒนาในด้านซาวน์ดนตรี ในด้านแนวเพลง ผมเองผมก็โตไปพร้อมๆกับวงเช่นกัน
การได้มาดู Paramore อีกครั้ง ถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่
ขอบคุณทางวงที่เดินทางมาทัวร์ในเอเชีย ขอบคุณ LAMC ที่ลากทางวงมา ถึงแม้ว่าระบบการจัดการของคุณจะห่วยไปหน่อย แต่พอเป็น Paramore ผมให้อภัยสำหรับใครที่วางแผนจะไปดูคอนเสิร์ตที่อื่นๆ ข้อแนะนำคือทำการบ้านเรื่องสถานที่การเดินทาง เตรียมตัวไปให้ดีครับ

หลังจากโชว์นี้ ทางวงไปต่อที่ Manila, Jakarta และจบ era ที่ Art+Friends ที่บ้านเกิด Nashville

เราคงต้องรออีกหลายปี ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้ดูพวกเขาเล่นสดอีกครับ ยังไงก็จะรออัลบั้มต่อไป ถ้ามีโอกาส

0 0 vote
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

1 Comment
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments
tibby
tibby
3 years ago

เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ นี่ขนาดไปยังงงว่ามีตอนนั้นตอนนี้ด้วยหรอ ฮ่าๆ
อยากดูคอนนี้อีกเรื่อยๆตลอดไป..

1
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x